โลกของการแข่งขัน Formula 1 ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งรถเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกควบคุมด้วยเม็ดเงิน อำนาจ และการเมืองหลังบ้านอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นหากจะพูดถึงบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมากใน Paddock คงจะหนีไม่พ้น Toto และ Susie Wolff คู่รักเพียงคู่เดียวในประวัติศาสตร์ที่ควบคุมทั้งทีมแข่งระดับโลก และสามารถกำหนดทิศทางอนาคตของ F1 ทั้งหมด
Image Source from: Mercedes AMG Formula 1 Team
เส้นทางของ Toto Wolff เริ่มขึ้นในประเทศออสเตรีย เขาเติบโตมากับความฝันที่อยากเป็นนักแข่งรถมืออาชีพ แต่ในโลกแห่งความจริง เขาก็ได้รู้ว่าตัวเองยังขาดทั้งฝีมือและพรสวรรค์ระดับสูง รวมไปถึงเงินทุนจากสปอนเซอร์ เขาจึงตัดสินใจเดินออกจากที่นั่งหลังพวงมาลัย หันหน้าเข้าสู่โลกแห่งการเงินการลงทุน ด้วยการก่อตั้งบริษัทกองทุนส่วนบุคคล จุดนี้เองที่ทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีบริหารธุรกิจและการเจรจาต่อรอง ซึ่งได้กลายเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้เขาก้าวเข้าสู่โลกของ F1 ได้ดีกว่าอดีตนักแข่งคนอื่น
Image Source from: Crash
Image Source from: AUTOEVOLUTION
Toto Wolff เริ่มเข้าสู่โลกธุรกิจของ F1 ช่วงประมาณปี 2009 ด้วยการเข้าซื้อหุ้นในทีม Williams F1 จนกระทั่งจุดเปลี่ยนชีวิตมาถึงในปี 2013 เมื่อเขาได้รับโอกาสจาก Mercedes AMG ดึงตัวเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร โดยพ่วงดีลสำคัญคือเขาต้องได้สิทธิ์ในการซื้อหุ้นทีมเป็นจำนวน 30% ด้วยเช่นกัน ซึ่งการเข้ามาในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนสถานะของตัวเองเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง Mercedes AMG ให้กลายเป็นทีมไร้พ่ายและคว้าแชมป์โลกถึง 8 ปีซ้อน ขณะเดียวกันฝั่งของ Susie หญิงแกร่งจากสกอตแลนด์ ก็กำลังสร้างชื่อในฐานะนักแข่งหญิงที่น่าจับตามองที่สุดในยุโรป
Image Source from: CNN Sport
Susie Stoddart (นามสกุลเดิม) เติบโตในครอบครัวธุรกิจมอเตอร์ไซค์ เธอเริ่มแข่งรถโกคาร์ทตั้งแต่ 8 ขวบ สร้างชื่อเสียงผ่านรายการ Formula Renault และ F3 จนความสามารถไปเข้าตาทีม Mercedes และได้รับเลือกให้เป็นนักแข่งของทีมในรายการแข่งรถทัวร์ริ่ง DTM ตลอดปี 2006-2012 ทำให้เธอได้พบกับ Toto Wolff ที่เข้ามาดูแลโปรเจกต์มอเตอร์สปอร์ตทั้งหมด ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ทำให้ทั้งคู่ได้แต่งงานกันในปี 2011
Image Source from: CNN Sport
หลังจากการแต่งงาน Susie สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเซ็นสัญญาเป็นนักแข่งทดสอบให้กับทีม Williams F1 และในปี 2014 เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกในรอบ 22 ปี ที่ได้ขับรถ F1 คันจริงในสนามแข่งช่วงรอบ FP1 ที่สนาม Silverstone ซึ่งมันคือการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า เธอมาด้วยฝีมือไม่ใช่มาด้วยนามสกุลของเธอหรือสามี จนกระทั่งแขวนพวงมาลัยในปี 2015 เธอเปลี่ยนตัวเองสู่บทบาทผู้บริหาร พร้อมกับเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าทีม Venturi Racing ใน Formula E พาทีมคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ ก่อนถูกดึงตัวกลับมาสู่ F1 อีกครั้ง
อิทธิพลของตระกูล Wolff พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อบทบาทของทั้งคู่ครอบคลุมในหลายส่วนของวงการ โดยในฝั่ง Toto คือ CEO และผู้ถือหุ้นด้วยจำนวน 1 ใน 3 ของ Mercedes AMG F1 Team เท่ากับบริษัทแม่และกลุ่มทุน INEOS ทำให้เขามีอำนาจต่อรองในเรื่องต่าง ๆ สูงที่สุดในบรรดาหัวหน้าทีมด้วยกัน ส่วนในฝั่งของ Susie ก็ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของ F1 Academy ซึ่งเป็นรายการแข่งรถสูตรหญิงล้วนที่ขึ้นตรงกับ Liberty Media โดยตรง เพื่อปั้นนักแข่งหญิงเข้าสู่รายการใหญ่ระดับสากลต่อไป
Image Source from: F1 Acdemy
เมื่อนำอิทธิพลของทั้งคู่มารวมกัน อาณาจักรของตระกูล Wolff จึงถูกขับเคลื่อนด้วย 3 กลไกทางการเมืองดังนี้
- การผูกขาดอำนาจของเครื่องยนต์และเสียงโหวต โดย Mercedes ไม่ได้ผลิตเครื่องยนต์ใช้เองแค่ทีมเดียว แต่ผลิตให้แก่ทีมลูกค้าอย่าง McLaren, Williams และ Aston Martin ด้วยเช่นกัน ในเวลาที่ทีมจาก F1 ต้องลงมติโหวตกฎระเบียบต่าง ๆ Toto ไม่ได้ถือแค่ 1 เสียงจาก Mercedes แต่เขาสามารถใช้อิทธิพลในฐานะผู้ส่งมอบเครื่องยนต์ จูงใจหรือบีบให้ทีมลูกค้าโหวตไปในทิศทางเดียวกันกับตัวเองได้
- นอกจากจะบริหารทีมแล้ว Toto ยังเปิดบริษัทบริหารจัดการนักแข่งควบคู่ไปด้วย เขาเป็นคนถือสัญญา คุมเส้นทางอาชีพของนักแข่งระดับท็อปอย่าง Valtteri Bottas และอีกหลายคน ไม่ว่านักแข่งเหล่านี้จะย้ายไปขับให้ทีมคู่แข่งทีมไหน สัญญา ส่วนแบ่งรายได้ และคอนเน็กชันทางการเมืองของนักแข่งเหล่านั้น ก็ยังคงถูกควบคุมอยู่เบื้องหลังโดยเขาอยู่ดี
- ขณะที่ Toto ควบคุมฝั่งทีมแข่ง ในฝั่งของ Susie ก็ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของฝั่ง FOM / Liberty Media ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขันและสิทธิ์เชิงพาณิชย์ ข้อมูลเชิงลึกเรื่องนโยบาย งบประมาณ ทำให้ทิศทางธุรกิจระดับหมื่นล้านน่าจะถูกแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์บนโต๊ะอาหารในบ้านของทั้งคู่ไม่มากก็น้อย โดยไม่มีใครสามารถขัดขวางได้
Image Source from: Planet F1
โครงสร้างอำนาจนี้ทำให้ตระกูล Wolff มีบทบาททั้งการกุมอำนาจโหวตเชิงพาณิชย์ในฝั่งของทีมแข่ง และการกำหนดทิศทางนโยบายความหลากหลายทางเพศในฝั่งผู้จัดงาน ความยิ่งใหญ่ของทั้งคู่สะท้อนให้เห็นเด่นชัดที่สุดจากเหตุการณ์ดราม่าหลังบ้านเมื่อปี 2023
เมื่อ FIA พยายามตั้งข้อสงสัยและสืบสวนคู่นี้เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่าอาจมีการแชร์ข้อมูลลับระหว่างฝั่งทีมแข่งและฝั่งผู้จัดงาน แต่ว่าทันทีที่ข่าวเรื่องนี้หลุดออกมา ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนก็เกิดขึ้น เมื่อ 9 ทีมคู่แข่งที่เหลือใน F1 พร้อมใจกันออกมาแถลงข่าวร่วมกันเพื่อปกป้องคู่รักตระกูล Wolff และช่วยกันปฏิเสธข้อหาทั้งหมด จนทำให้ FIA ต้องยอมถอนการสืบสวนภายในเวลา 48 ชั่วโมง
Image Source from: AUTOhebdo
ยิ่งไปกว่านั้น Susie Wolff ยังได้ตอบโต้ด้วยการยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลฝรั่งเศส เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและความโปร่งใสให้กับตัวเองและสามี เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันในข้อเท็จจริงว่า บารมีของตระกูล Wolff ในโลกของ F1 หยั่งรากลึกจนไม่มีใครมาทำให้สั่นคลอนได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน
บทสรุป
ทั้งหมดที่เราได้เล่ามา แสดงให้เห็นว่าเหตุผลที่คู่รักตระกูล Wolff ยิ่งใหญ่ใน F1 ไม่ใช่เพราะโชคช่วยหรือการทำภาพลักษณ์การตลาดเชิงคู่รักเซเลบริตี้ แต่เป็นเพราะทั้งคู่คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างแพสชันของนักกีฬาที่เข้าใจศาสตร์ความเร็ว กับสมองของนักบริหารระดับโลกที่มองเกมธุรกิจและอำนาจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง Toto ควบคุมเงิน ชัยชนะ เครื่องยนต์ และนักแข่งในฝั่งผู้ชาย ขณะที่ Susie ควบคุมอนาคตและนโยบายในฝั่งผู้หญิง การยืนเคียงข้างกันของตระกูล Wolff ทั้งในและนอก Paddock จึงไม่ใช่แค่ภาพที่สวยงาม แต่คือภาพสะท้อนของขั้วอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการกำหนดทิศทางประวัติศาสตร์ F1 ยุคใหม่ไปอีกหลายปี














