หากเปรียบความสัมพันธ์ของ FIA และ Liberty Media แบบเห็นภาพชัดที่สุด มันคือความสัมพันธ์แบบเจ้าของตึก (FIA) ผู้ซึ่งคุมกฎระเบียบต่าง ๆ ทั้งความปลอดภัย ความขลัง หรือเรื่องราวของสถานที่ กับผู้เช่า (Liberty Media) ที่เข้ามาบริหารพร้อมพัฒนาตึกนี้ นำเงินมาลงทุนรีโนเวต จัดอีเวนต์เพื่อดึงดูดลูกค้า และเป้าหมายสำคัญคือการทำกำไรที่สูงที่สุดจากการบริหารงาน
สถานการณ์เจ้าของ-ผู้เช่าแบบนี้ ไม่แปลกที่จะก่อเกิดสงครามเย็นภายในองค์กร หากย้อนไปในยุคของ Bernie Ecclestone และ Max Mosley เราจะได้เห็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายจากการที่ FIA ตกลงที่จะมอบอำนาจในการบริหารเชิงพาณิชย์ให้เป็นเวลาถึง 100 ปีแลกกับเงินเพียงแค่ 313 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมันได้กลายเป็นกับดักที่ทำให้ในปัจจุบัน FIA ต้องทำหน้าที่ในการกำกับดูแลและรักษาความปลอดภัย แต่กลับได้รับส่วนแบ่งอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับกำไรที่ Liberty Media สร้างมาได้จากการขยายฐานแฟนคลับไปทั่วโลก
from the left Bernie Ecclestone and Max Mosley
Image Source from: AutoHebdoF1
ความรู้สึกเสียเปรียบคงเป็นสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นอยู่ในใจของ Mohammed Ben Sulayem ประธาน FIA คนปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่าเขาพยายามลุกขึ้นมาทวงอำนาจและศักดิ์ศรีขององค์กร จนกลายเป็นการต่อสู้กันทางนโยบายที่รุนแรงอย่างมากในวงการรถแข่ง
Mohammed Ben Sulayem
Image Source from: Türkiye Today
สำหรับ Liberty Media ในฐานะผู้เข้ามาลงทุน ความสำเร็จของพวกเขามันวัดได้จากตัวเลขที่เห็นเป็นรูปธรรมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ยอดผู้ชมผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ การขยายสนามแข่งไปยังเมืองใหญ่ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นลาสเวกัสหรือไมอามี และจำนวนสปอนเซอร์หน้าใหม่ที่ยอมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อให้ชื่อตัวเองเข้ามาอยู่ในการแข่งขัน F1 พวกเขาต้องการให้ F1 เป็น “The Greatest Show on Earth” ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงและสามารถสนุกกับมันได้ง่าย
ในทางกลับกัน FIA ที่บอกว่าตัวเองคือองค์กรไม่แสวงหากำไร กลับมองว่าการทำแบบนี้มันปาหี่ เป็นการทำงานที่เน้นโชว์มากเกินไป มันกำลังทำให้คุณค่าและศักดิ์ศรีของการแข่งรถลดลงไปอย่างมาก ซึ่ง FIA ต้องการเน้นไปที่ความยุติธรรมของกฎระเบียบ มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อรักษาแก่นแท้ของกีฬาเอาไว้
F1
Image Source from: F1
เราจะเห็นได้จากการจัดแข่งขันที่มีการเพิ่ม Sprint Race ในหลายสนาม หรือจัดตารางแข่งที่ FIA มองว่ามันแน่นจนเกินไป ส่วนในมุม Liberty Media สิ่งเหล่านี้คือการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เพื่อยอดเงินที่จะได้รับเข้ามา แต่ FIA มองว่าเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับเจ้าหน้าที่และทีมงานผู้ดูแลการแข่งขัน
The Cadillac Formula 1® Team
Image Source from: Cadillac
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 องค์กรที่เรียกได้ว่าแย่อยู่แล้ว กลับแย่ลงไปอีกคือการมาของ Andretti Global อาณาจักรทีมแข่งรถที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดทีมหนึ่งของโลก จับมือกับค่ายรถยนต์สัญชาติอเมริกันอย่าง Cadillac เพื่อเข้ามาเป็นทีมที่ 11 ในโลกของ F1 โดยมี Mohammed Ben Sulayem ประธาน FIA ออกตัวสนับสนุนอย่างเต็มที่และไฟเขียวผ่านตลอดในขั้นตอนทางเทคนิค เพราะเขามองว่า F1 ควรมีทีมเพิ่มขึ้นเพื่อความหลากหลายและทีมอเมริกันทีมนี้มีศักยภาพมากพอที่จะส่งผลดีต่อ F1 ในภาพรวม ซึ่งมันเป็นหน้าที่ของ FIA ในการพัฒนากีฬาที่พวกเขาดูแลอยู่
Sergio “Checo” Pérez and Valtteri Bottas
Image Source from: Cadillac
แต่ฝั่ง Liberty Media และทีมเดิมทั้ง 10 ทีม กลับร่วมมือกันคัดค้านอย่างรุนแรง ด้วยเหตุผลที่ว่าทีมใหม่จะเข้ามาลดทอนมูลค่าของทีมที่มีอยู่เดิม พูดง่าย ๆ ก็คือกลัวว่าจะได้เค้กในส่วนของตัวเองเล็กลงแหละ การที่ฝั่งหนึ่งอนุมัติแต่อีกฝั่งหนึ่งคัดค้านก็บันเทิงล่ะงานนี้ เพราะมันคือการประกาศต่อสาธารณะว่าใครกันแน่คือผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงที่สุดในโลกนี้ และตอกย้ำว่าทั้ง 2 องค์กรนี้พูดกันคนละภาษา ซึ่งในส่วนของผลลัพธ์ ทุกคนคงได้รู้กันไปแล้วว่าเป็นอย่างไร ผู้เขียนก็ขอยินดีกับแฟน ๆ ของ Checo และ Bottas ที่ได้เห็นพวกเขากลับมาร่วมกันแข่งขันอีกครั้ง
ความเดือดของการชิงอำนาจในครั้งนี้จะเห็นได้ชัดจากพฤติกรรมของ Mohammed Ben Sulayem (ใครก็ได้ตัดเน็ตเขาที) เพราะเขามักจะออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อหรือโซเชียลมีเดีย ในประเด็นที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางธุรกิจ อย่างเช่น ประเด็นเรื่องการประเมินมูลค่าราคาขายกิจการ F1 ที่เขามองว่าสูงเกินจริง จนเกือบจะฟ้องร้องกันเอง
Signing of 2026 Concorde Governance Agreement
Image Source from: Corp.Formula1
อย่างที่ทุกคนรู้ว่าฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ (เหรอ) เพราะในวันที่ 12 ธันวาคม 2025 เกิดการลงนามรับรองสัญญา Concorde 2026 (ฉบับที่ 9) อย่างเป็นทางการโดย FIA – Liberty Media และ ทีมทั้ง 11 ทีม ซึ่งคือสัญญาพื้นฐานที่กำหนดทิศทางทั้งด้านการเงิน การปกครองและกติกาของ F1 มีระยะสัญญาครอบคลุมถึงปี 2030 เลยทีเดียว
จุดที่น่าสนใจจากการทำสัญญาในครั้งนี้คือ การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นผ่านการลดเกณฑ์จำนวนเสียงโหวตที่จำเป็นลง เพื่อให้การตัดสินใจในเรื่องเร่งด่วนหรือการแก้ไขกติกาทำได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ถูกผูกขาดจากทีมใหญ่เพียงไม่กี่ทีม และ FIA สามารถเจรจาขอส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อนำไปลงทุนในระบบการตัดสิน การจัดการการแข่งขัน และทีมเทคนิค เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากรที่เคยมีกับฝั่ง Liberty Media ได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงกฎระเบียบด้านเพดานงบประมาณ ให้มีความยืดหยุ่นในส่วนของสวัสดิการพนักงานและค่าครองชีพ เป็นต้น
ถึงแม้ว่าหน้าสัญญาฉบับใหม่จะลงชื่อกันครบทุกฝ่ายแล้ว แต่เอาจริง ๆ การชิงอำนาจ มันก็ยังไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนรูปแบบจากการสาดกันผ่านสื่อ มาเป็นการทำงานร่วมกันภายใต้ความตึงเครียดที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์กับวงการมากขึ้น เราจึงเห็นภาพในการผลักดันกฎเครื่องยนต์ใหม่ที่ใช้ไฟฟ้า และเชื้อเพลิงยั่งยืน 100% ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ร่วมที่ทั้งสององค์กรตระหนักว่า หากไม่ช่วยกันผลักดันให้รอด F1 ก็อาจจะไม่มีอนาคตในโลกยุคใหม่ หรือการยอมรับทีมที่ 11 เข้ามาก็คือบทสรุปการยอมถอยคนละก้าว โดย Liberty Media ยอมลดส่วนแบ่งเค้กลงเพื่อแลกกับการเข้าถึงตลาดอเมริกาที่มากกว่าเดิม ในฝั่งของ FIA ก็ลดความตึงลงเพื่อแลกกับงบประมาณที่มากขึ้นและมั่นคง
บทสรุป
ดังนั้น Concorde Agreement 2026 จึงไม่ใช่แค่กระดาษสัญญา แต่มันคือการเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ของทั้ง 2 องค์กรที่จะทำให้ F1 ก้าวเข้าสู่ยุค Pop Culture ได้อย่างเต็มตัว โดยมีรากฐานทางการเมืองที่นิ่งที่สุดในรอบหลายทศวรรษครับ














