Raf Simons กับความหมกมุ่นในดนตรี และคำเสียดสีที่ถูกกล่าวหาว่า “ไม่ใช่ต้นตำรับ” จากปากของ Virgil Abloh

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Raf Simons คือหนึ่งในบุคคลที่มีความสำคัญบนโลกแฟชั่นในปัจจุบัน หลายๆ ท่านที่ติดตามข่าวคราวแฟชั่นในปัจจุบัน น่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเสื้อผ้าของเขา ผ่านสื่อต่าง ๆ มากมายบนโลกโซเชียลในปัจจุบัน ไม่ว่าจะจากกรณีพิพาทแบบสงครามเย็น จากปากของ Virgil Abloh ที่พูดเอาไว้ว่า งานของเขา "ไม่ใช่ต้นตำรับ" จนทำให้ A$AP Rocky ต้องมาแร็ปเพื่อปกป้องคุณพ่อ Raf Simons ไปหนึ่งบทเพลง

แน่นอนว่าเรื่องราวและคำวิจารณ์ เป็นสีสันอย่างหนึ่งบนโลกแฟชั่น และจากคำพูดของ Virgil Abloh ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ จนทำให้ในวันนี้ ทางเราขอนำพาทุกท่านไปร่วมขุดคุ้ยลิ้นชักความคิดและความหลงใหลในศิลปะแขนงต่าง ๆ ของเขา ที่หลอมรวมและฟูมฟักถักทอออกมา กลายเป็นเสื้อผ้าของเขาที่เฉิดฉายอยู่บนรันเวย์และร่างกายของเหล่าเซเลปบริตี้ทั่วโลก …
 

 

Raf Simons เป็นชาวเบลเยี่ยมโดยกำเนิด (นั่นจึงทำให้ตัวเขาสามารถพูดฝรั่งเศสได้) เดิมทีเขาไม่ได้เลือกเรียนมาทางแฟชั่นเลยแม้แต่น้อย เขาศึกษาในสาขาการออกแบบเฟอร์นิเจอร์และในระหว่างที่เรียนก็เริ่มทำงานด้านการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่เขาร่ำเรียนมา ซึ่งในขณะนั้นก็มีผลงานให้กับแกลเลอรี่ชื่อดังต่างๆ มากมาย …

แต่จุดพลิกผันที่สุดก็คือการเริ่มต้นฝึกงานกับ Studio of Walter Van Beirendonck (สตูดิโอออกแบบเสื้อผ้า Fashion) ซึ่งทำให้ Raf Simons ได้มีโอกาสเดินทางไป Paris Fashion Week และสิ่งที่สามารถกระตุ้นต่อมแฟชั่นดีไซน์เนอร์ที่หลับใหลของเขาขึ้นมา ก็คือรันเวย์ของแบรนด์ Martin Margiela (ในปี 1991) ทำให้ Raf Simons ตัดสินใจเข้าสู่วงการออกแบบเสื้อผ้าในที่สุด !

หลังจากที่ได้ก่อตั้งแบรนด์ Raf Simons แน่นอนว่าเขาเป็นอีกคนหนึ่งที่หลงใหลในดนตรี เห็นได้ชัดจากคอลเล็คชั่นที่โด่งดังของปี 2003 ที่เขาหยิบยกนำเอาอาร์ทเวิร์คที่ออกแบบโดย Peter Saville ของวงลมบ้าหมู Joy Division มาใส่ไว้บนเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้ม Still , Unknown Pleasures หรือ New Order ก็ล้วนแล้วแต่ถูกหยิบยกนำมาใส่ไว้ในเสื้อผ้าคอลเล้คชั่น Autumn/Winter 2003 นี้ได้อย่างงดงาม ( และล่าสุดมีการรีเซลเกิดขึ้นถึง 7,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ !)

ซึ่งแนวทางงานแบบนี้ เกิดขึ้นบ่อยมากในช่วงยุคแรกเริ่มของแบรนด์ Raf Simons ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยอะไรให้มากมายว่า เขารักและหลงใหลในศิลปะแขนงนี้ขนาดไหน เพราะคอลเล็คชั่นปี 2001 ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่โดดเด่นของเขา ในแนวทางงานทริบิวท์ศิลปิน เห็นได้จากการที่เขาหยิบยกนำเอาสองไอดอลแห่งเกาะอังกฤษอย่าง David Bowie และ Richey Edwards (แห่งวง The Manic Street Preachers) มาใส่ไว้บนเสื้อผ้าสไตล์ Patch Work ของเขา

และรันเวย์ปี 1998 ที่สร้างความฮือฮาในความหลงใหล วงดนตรีสไตล์ electronic ยุคต้นตำรับจากประเทศเยอรมัน วง Kraftwerk ซึ่งรันเวย์ชุดนั้นแถบจะถอดแบบสไตล์การแต่งตัวของวง Kraftwerk ออกมาแบบเป๊ะ ๆ  โดยที่ชื่อคอลเล็คชั่นนั้นก็เป็นการทริบิวท์ตัววงอย่างชัดเจน โดยใช้ชื่อว่า “Radioactivity” ซึ่งเป็นชื่อของซิงเกิ้ลหนึ่งของพวกเขา

นอกจากนั้น ความหลงใหลในวัฒนธรรม Youth Culture ของเขา ก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจหลัก ๆ ที่ก่อให้เกิดเสื้อผ้าเหล่านี้ขึ้น ในช่วง late ’80s วัฒนธรรมย่อย New Beat. New Beat (ซึ่งถูกเรียกในภายหลังว่า Acid House) ได้ถือกำเนิดขึ้น และส่งผลไปถึงวัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างต่อเนื่องมาหลังจากนั้น ซึ่งต้นกำเนิดของมันก็เกิดขึ้นที่เบลเยี่ยม ประเทศบ้านเกิดของเขานั่นเอง

จากภาพที่เห็นอยู่ข้างบนนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนที่เขาหลงใหลในแนวดนตรี Acid House อย่างถลำลึก ซึ่งภาพถ่ายนี้ ก็เป็นภาพถ่ายโดยฝีมือของ Ronald Stoops ช่างภาพแฟชั่นที่โด่งดังของเบลเยี่ยมในยุคปี 90s ซึ่งเขาเป็นคนที่ถ่ายภาพให้กับ Raf Simons ในช่วงยุคแรกแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานเดินแฟชั่นโชว์ หรือจะเป็น Fashion Editorial เซ็ทแรก ๆ ของเขา

ซึ่งเสื้อผ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดนตรีแนว Acid House ส่วนนี้เต็ม ๆ คือเสื้อผ้าในคอลเล็คชั่นปี Autumn/Winter 2004 ซึ่งนำมาจากบทเพลงของ CJ Bolland (เขาใช้ชื่อแฝงว่า Amnesia) ที่มีชื่อว่า Rave Signal ซึ่งแนวทางดนตรีที่เชิญชวนให้คนออกมาเต้นกันอย่างลืมวันลืมคืนแบบนี้ ก็มีกลิ่นอายในเรื่องของการใช้สารเสพย์ติดจำพวก Party Drugs อยุ่ไม่น้อย !

แต่นอกจากเรื่องของแนวดนตรีอย่างที่ว่านี้ Raf Simons ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับวง The Chemical Brothers อย่างลึกซึ้งเช่นเดียวกัน เมื่อเรานำภาพสองภาพนี้มาเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นภาพของมิวสิควีดีโอเพลง “Hey Boy Hey Girl” และภาพของรันเวย์ Raf Simons Spring/Summer 2000 ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงการหยิบยืมฟอร์มกันมาอย่างเป๊ะ ๆ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนอกจากในเรื่องของสไตล์การแต่งตัวแล้วนั้น ในปี 1997 พวกเขาก็เคยหยิบยกนำเอาบทเพลงของ The Chemical Brothers มาใช้บนรันเวย์อีกด้วย

สำหรับยุคสมัยใหม่ขึ้นมาหน่อย ก็เห็นทีจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของ A$AP Rocky ที่ออกตัวปกป้อง Raf Simons อย่างสุดตัว หลังจากที่เขาโดนคำวิจารณ์ของ Virgil Abloh ปรามาสไปเมื่อช่วงต้นปี จนทำให้เป็นที่มาของซิงเกิ้ล "RAF" ที่เขาร่วมฟีเจอร์ริ่งกับ Frank Ocean , Playboi Carti และ Lil Uzivert ซึ่งก่อนหน้านั้นในช่วงต้นปี ก็มีวีดีโอที่ดูเหมือนจะเป็นคลิปไวรอลเกี่ยวกับ Raf Simons ซึ่งเป็นคลิปที่มีผู้หญิงเสียสติมาขอกอด A$AP Rocky โดยที่ไม่รู้ว่า A$AP Rocky นั้นเป็นใคร ซึ่งเขาก็โต้ตอบกลับไปด้วยวลีเด็ดที่ว่า "Please , Don't touch my Raf"

แน่นอนว่าหลังจากที่ได้อ่านบทความนี้กันไป ก็คงจะเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องของยุคสมัยที่ Raf Simons ได้โลดแล่นอยู่บนวงการแฟชั่นมาอย่างยาวนานได้ ไม่มากก็น้อย ซึ่งส่วนตัวแล้วคิดว่าเขาเพียงแค่หยิบยกรสนิยมส่วนตัวออกมาถ่ายทอดให้คนอื่นได้รับรู้ได้อย่างเป็นสากล ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับความเป็นออริจินัลหรือไม่ เพราะอย่างไรก็ตาม ความทรงจำส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่คัดลอกกันออกมาไม่ได้อยู่ดี

Share:
On Key

Related Posts

WEEKLY RADAR / OCTOBER-01

ต้อนรับเดือนตุลาคมแบบประจบเหมาะกับลิสต์ไอเทมน่ากดประจำสองสัปดาห์ คัดมาให้แบบหลากหลายทั้งสาย Active,

WATCHA GONNA ดู

[FULL VIDEO] BEHIND THE CURTAIN: เบื้องหลังเพลงสุดไวรัลจากปลายปากกาของ⁠ SAUCE BKK

“ผมอะเป็นคนแรกแต่ทำไมเธอให้เป็นที่สอง ที่บ้านเป็นพี่คนโตแต่เธอให้เป็นแค่น้อง สายตาเธอมันฟ้อง ว่าฉันคงดีไม่พอ ป่ะป๊าหม่าม้าบอกไว้ว่าเป็นผู้ชายน่ะไม่ต้องร้อง”

Read More >
PDPA Icon

We use cookies to improve the performance and experience of using our website. You can find more details at Privacy Policy and manage your privacy settings by clicking Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary cookies
    Always Active

    Necessary cookies are essential for the functioning of the website, allowing you to use and browse the site normally. You cannot disable these cookies in our website's system.
    Cookies Details

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    Cookies Details

Save