Supreme x Louis Vuitton กำแพงขั้นสุดท้ายที่พังทลาย ระหว่าง Street Fashion และ High Fashion

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้วนั้น ผู้เขียนเป็นอีกหนึ่งคนที่ในตอนนั้นกำลังสง่อมนั่งดูโชว์ของคอลเล็คชั่นบรรลือโลกอย่าง Louis Vuitton ผ่านการถ่ายทอดสดบน Facebook ซึ่งภายในงานดังกล่าวแบรนด์ไฮแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดของโลกแบรนด์นี้ได้เปิดเผยถึงงาน Collaboration ที่เซอร์ไพรซ์ที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา 23 ปีของผู้เขียน ใช่ครับ … ผมกำลังพูดถึงคอลเล็คชั่น Supreme x Louis Vuitton …

 

ความรู้สึกแรกที่เห็นพ่อนายแบบหน้าเหลี่ยมเดินออกมาจากหลังฉาก ด้วยกระเป๋าคาดอกสีแดงสด ดูคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เมื่อกล้องสวิตช์เข้าไปในมุมภาพที่แคบลง ผมก็ตะโกนโหวกเหวกด้วยน้ำเสียงเอะอะมะเทิ่งว่า "เห้ยพี่ … แม่งเอาวะ เอาละเว้ยยยยยยยยยยย"

 

ว่าแต่…ทำไมผมถึงตกใจขนาดนั้น ผมจะขออนุญาติอธิบายให้ฟังในแบบวิชาการ ก่อนที่จะเข้าโหมดบ่นระงมให้ทุกท่านฟังนะครับ

นายแบบหน้าเหลี่ยมคนดังกล่าว ที่สร้างความเซอร์ไพรซ์ให้กับผู้เขียน

 

ในวงการแฟชั่นนั้น แบ่งตลาดของธุรกิจเสื้อผ้าพรีเมี่ยมออกเป็น 3 ตลาดหลัก คือ

1. โอต์ กูตู (Haute Couture) หรือ High Fashion
2. บูติค (Boutique) คือ ตลาดเสื้อผ้าแบบชนิดเดียวหลายตัว
3. เสื้อผ้าสำเร็จรูปเพรท-อะ-พอร์ทเตอร์ ( Ready-to-wear หรือ prêt-à-porter ในภาษาฝรั่งเศส)

สองคำนี้ เป็นคำที่ผู้คนในวงการแฟชั่นทุกคนต้องรู้จัก เพราะถือว่ามีอิทธิพลกับวงการแฟชั่นมากๆ ในแต่ละปี คอลเลคชั่นโอต์ กูตู และเพรท-อะ-พอร์ทเตอร์ ของดีไซน์เนอร์ชื่อดังต่างๆ จะเป็นตัวกำหนดกระแสความนิยมของสินค้าในปีนั้นๆ ว่าสีไหนจะมาแรง เสื้อสไตล์ไหนจะอิน สไตล์ไหนจะเอาท์ หรือแม้กระทั่งว่าน้ำหอมกลิ่นต่างๆ ตุ้มหู เครื่องประดับในปีนี้จะเป็นอย่างไร ก็ล้วนได้รับอิทธิพลมาจาก 2 คอลเลคชั่นนี้ทั้งนั้น โดยมี "ปารีส" ศูนย์กลางแฟชั่นของโลก เป็นผู้นำในการกำหนดกระแสแฟชั่นในแต่ละปี ตามมาด้วยมหานครแห่งแฟชั่นอื่นๆ อย่าง มิลาน นิวยอร์ค โตเกียว ฯลฯ

แต่ในปัจจุบัน กระแสความนิยมในโอต์ กูตูได้ลดลงไปตามความเปลี่ยนแปลงของวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป จากจำนวนลูกค้ากว่า 15,000 คนในช่วงปี 1947 ลดลงเหลือน้อยกว่า 1,500 รายในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งนั้นเป็นผลมาจากราคามหาสูงของเสื้อผ้าโอต์ กูตูในปัจจุบัน ซึ่งมีราคาถึง 16,000-60,000 ดอลล่าสหรัฐต่อสูทหนึ่งชุด และถ้าเป็นชุดราตรีจะยิ่งราคาสูงกว่านี้อีก เนื่องจากการตัดชุดแบบชั้นสูงนี้ แต่ละชุดใช้เวลาในการทำงานกว่าร้อยชั่วโมง

เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ เสื้อผ้าสำเร็จรูปเพรท-อะ-พอร์ทเตอร์ จึงเป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน !

ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่องของยุคสมัย ในทุกวันนี้เอกลักษณ์ของแบรนด์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวแบรนด์อีกต่อไปแล้ว หากแต่ขึ้นอยู่กับ Creative Director ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็เปลี่ยนมือตำแหน่งนี้กันพัลวันอย่างกับโค้ชฟุตบอล จึงไม่แปลกที่จะพูดว่า "เอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ไม่เด่นชัดเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป" เสื้อผ้าที่ทุกคนสวมใส่ได้ต่างหากคือของจริงที่จะวัดความสำเร็จ ไม่มีใครวัดความสำเร็จกันที่ โอต์ กูตู เพราะโอต์ ตูกู ไม่สามารถสวมใส่ได้จริง เสื้อผ้าเหล่านั้นมีไว้แค่สร้างความฮือฮาโชว์บารมีเท่านั้น

 

เพราะธุรกิจแฟชั่นเป็นพาณิชศิลป์ ใครจะมานั่งตัดเสื้อหรูดูดีมีฝีมือแต่ไม่มีคนซื้อกันละครับพี่น้องครับ !!

(เสียงพี่อู๊ดเป็นต่อ)

 

เมื่อไม่ปีก่อนผมเคยอ่านบทความของ James Jebbia ที่ให้สัมภาษณ์กับ Hypebeast ว่า จุดมุ่งหมายของเขาในการทำแบรนด์ Supreme คืออะไร เขาตอบด้วยท่าทีจริงจังแกมผ่อนคลายว่า

" ก็แค่อยากให้เหมือน Polo Ralph Lauren ไรงี้อะครับ ใคร ๆ ก็ใส่ แต่ไซส์เสื้อของเราจะต้องเป็นมาตรฐานสำหรับทุกคน "

ซึ่งสิ่งที่เขาพูดในวันนั้นช่างทรงพลังเหลือเกิน เมื่อเราเห็นคอลเลคชั่นระหว่าง Supreme x Louis Vuitton ในวันนี้ บ็อกซ์โลโก้ของซูพรีมเพิ่มราคาเสื้อยิดเปล่าของคุณได้หลายเท่าตัว และมีอีกหลายแบรนด์ที่ใช้มาตรฐานไซส์เดียวกับ Supreme จนแทบจะกลายเป็นมาตรฐานโลกไปแล้ว

แล้วถามว่าทำไมมันถึงได้รับความนิยมนักละในปัจจุบัน ก็ขอย้อนไปที่เรื่องของยุคสมัย (แว๊บ !)

เหล่าคนรุ่นใหม่ หรือเศรษฐีใหม่ไม่ได้ "give a shit" หรือใส่ใจแยแสไอ้คำว่า โอต์ กูตู หรือ บูติค อะไรกันอีกต่อไปแล้ว มองเห็นได้จากเหล่าห้องตัดเสื้อย่านเมืองเก่าต่าง ๆ (ร้านเก่า ๆ ที่มักจะตั้งชื่อว่า เก๋ บูติด หรือ ห้องเสื้อคุณชาย อะไรทำนองนั้น ) หรือในต่างจังหวัดที่ทุกวันนี้แทบจะไม่มีใครเข้าไปเลยยกเว้นคนรุ่นอากง อาข่า อาม่า ที่พวกเขายังเข้าไปตัดเสื้ออยู่ก็เพราะว่ามัน "hype" สำหรับผู้คนยุคนั้นยังไงหล่ะ !

และไอ้การที่คนรุ่นใหม่จะเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ "hype" ซักทีหนึ่งมันก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย และผู้เขียนมั่นใจว่าคนสมัยนี้ไม่มานั่งวัดขนาดอกให้ปวดกบาลกันหรอก คำว่าไซส์มันเหลือแค่ M , L และ XL บวกกับเวลาที่เขาเห็นโลโก้แบรนด์ก็ช่วยเพิ่มการตัดสินใจไปแล้วกว่า 80% เพราะมันเป็นอะไรที่ง่าย และ ปลอดภัย ต่อการแต่งตัวให้ดูดีของคนยุคนี้

 

นี่จึงเป็นหมุดหมายที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อ Louis Vuitton มองเห็นอะไรบางอย่าง Supreme ก็มองเห็นอะไรบางอย่างเช่นกัน และสิ่งนั้นก็ทำให้กำแพงระฟ้าระหว่าง High Fashion และ Street Fashion ได้พังทลายลงเป็นที่เรียบร้อย

เพราะคุณปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า Supreme ก็ทะเยอทะยานที่จะได้รับการยอมรับว่าไม่ใช่แบรนด์เด็กสเก็ตกระจอกใต้ดินอีกต่อไป ส่วน Louis Vuitton ก็คิดว่า จะหยิ่งต่อไปทำไม ลงมาเล่นกับกลุ่มตลาดที่ใหญ่ที่สุดดีกว่า รวยกว่ากันเยอะ !

 

Source : Highsnobiety , GQ , Business of fashion และ Haute Couture VS Prêt-à-porter บทความโดย: จรินพร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

ขอบคุณกัลยาณมิตรที่ให้แรงบันดาลใจในการเขียน : พี่แจน , พี่แชมป์ , พี่ต้น และ มุกมนี

Share:
On Key

Related Posts

WEEKLY RADAR / OCTOBER-01

ต้อนรับเดือนตุลาคมแบบประจบเหมาะกับลิสต์ไอเทมน่ากดประจำสองสัปดาห์ คัดมาให้แบบหลากหลายทั้งสาย Active,

WATCHA GONNA ดู

[FULL VIDEO] BEHIND THE CURTAIN: เบื้องหลังเพลงสุดไวรัลจากปลายปากกาของ⁠ SAUCE BKK

“ผมอะเป็นคนแรกแต่ทำไมเธอให้เป็นที่สอง ที่บ้านเป็นพี่คนโตแต่เธอให้เป็นแค่น้อง สายตาเธอมันฟ้อง ว่าฉันคงดีไม่พอ ป่ะป๊าหม่าม้าบอกไว้ว่าเป็นผู้ชายน่ะไม่ต้องร้อง”

Read More >
PDPA Icon

We use cookies to improve the performance and experience of using our website. You can find more details at Privacy Policy and manage your privacy settings by clicking Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary cookies
    Always Active

    Necessary cookies are essential for the functioning of the website, allowing you to use and browse the site normally. You cannot disable these cookies in our website's system.
    Cookies Details

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    Cookies Details

Save