จากรองเท้าสุดแปลกประหลาดเมื่อ 10 ปีก่อน สู่รองเท้าที่กำลังไวรัลในหมู่ผู้หญิงอย่าง ‘Nike Air Rift’ แล้วทำไมจากรองเท้าที่แทบไม่มีใครกล้าหยิบมาใส่ กลายเป็นรองเท้าสุดฮิตของวัยรุ่นญี่ปุ่นกัน วันนี้ S4S จะพาไปเจาะลึกเรื่องราวนี้ และการกลับมาไวรัลในปัจจุบันของรองเท้าคู่นี้กันครับ
‘Nike Air Rift’ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 1995 ด้วยดีไซน์ที่แปลกประหลาด และบ้าบอที่สุดในยุคนั้น มาในดีไซน์แยกนิ้วเท้า มีโครงสร้างที่ก้ำกึ่งระหว่างรองเท้าสนีกเกอร์ และรองเท้าแตะ โดยได้แรงบันดาลใจจากนักวิ่งเท้าเปล่าชาวเคนยา รวมถึงชื่อของรุ่นนี้ก็มาจากหุบเขาริฟต์แวลลีย์ (Rift Velly) ในประเทศเคนยาเช่นกัน แน่นอนว่าสี OG ของรุ่นนี้ก็มาจากการถอดมาจากธงของประเทศเคนยาอย่าง สีดำ สีเขียว และสีแดง
cr. Sneakerfreaker
ก่อนจะไปวิเคราะห์กัน ขอย้อนความหลังเกี่ยวกับรองเท้าคู่นี้กันสักหน่อย เมื่อ 10 ปีก่อนผมได้เจอรองเท้า Nike Air Rift ครั้งแรกที่ร้าน Dilok Store (MBK Center ซึ่งเมื่อก่อนร้านนี้ตีคู่มากับร้าน Genesis เลยนะ) ตอนยังเรียนอยู่มัธยมปลายเอง ก็รู้สึกว่ารองเท้าคู่นี้แปลกประหลาด และไม่เท่เอาซะเลย ไม่น่ามีคนใส่ หรือขายออกเท่าไหร่ แต่ความคิดของผมเริ่มเปลี่ยนไปในช่วงที่รองเท้าคู่นี้ไม่มีมือ 1 วางขายแล้ว (2016) กลับรู้สึกว่ารองเท้าคู่นี้มันเท่อย่างบอกไม่ถูก สมัยนั้นยังไม่รู้จักรองเท้า Tabi เลยด้วยนะ จนหามือ 2 มาใส่จนได้ หลังจากนั้นเลยได้รู้ซึ้งถึงความสบาย และแมตช์ลุคง่ายของรองเท้าคู่นี้จนรู้สึกเสียดายที่จะไม่มีมือ 1 ให้ได้ซื้ออีกต่อไป
cr. HIGHSNOBIETY
แต่แล้วสวรรค์ก็เหมือนฟังเสียงเรียกร้องของผม เพราะ Nike ได้ปลุกชีพของ Air Rift ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในปี 2022 หลังจากที่หายไปนานหลายปี ตามคำเรียกร้องของแฟน ๆ ที่ชื่นชอบรองเท้ารุ่นนี้เหมือนผม แต่มันก็ยังเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ อยู่ จนกระทั่งกระแสของมันกลับมาไวรัลแบบสุด ๆ ในปี 2025 เพราะเทรนด์แฟชั่นสไตล์ “Balletcore” บวกกับเทรนด์รองเท้า “Mary Jane” ทำให้รองเท้าคู่นี้ถูกหยิบมาใส่มากขึ้น จนถูกอัปเกรดให้กลายเป็น ‘Air Rift 2’ เพิ่มเข้ามา และการมาของลาย ‘Polka Dot’ ที่ทำให้ร้านพรีออเดอร์ยอดเข้าแบบถล่มทลาย จนหาของแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว แล้วทำไมจู่ ๆ รองเท้าที่เหมือนจะหายไปในประวัติศาสตร์แฟชั่น กลับมีคนสนใจอีกครั้งกัน
เอาหละ เรารำลึกความหลังกันมาเยอะพอแล้ว ถ้าให้พูดตรง ๆ ว่าทำไมรองเท้าคู่นี้มันถึงกลับมา คงเป็นเพราะรองเท้ามันถูกเปลี่ยนมุมมอง จากช่วงยุคที่เปิดตัวในช่วงปลาย 90’s มันเป็นรองเท้าที่ถูกจำลองมาจากการวิ่ง แต่แล้วกาลเวลาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนบริบทของ Nike Air Rift ให้กลายเป็นแฟชั่นไอเทม หลัก ๆ มาจากประเทศญี่ปุ่น แล้วทำไมญี่ปุ่นถึงมีอิทธิพลต่อรองเท้าคู่นี้ขนาดนั้น เราแยกประเด็นออกมาได้ดังนี้ครับ
- รากฐานเดิมของวัฒนธรรม Tabi ที่เกิดมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีเป็นเพียงถุงเท้าที่ใช้งานกับรองเท้า Zōri (รองเท้าแตะแบน) และ Geta (รองเท้าไม้ยกพื้น) แบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น ถูกใช้ในคนชั้นสูง โดยแบ่งยศตามสีของถุงเท้า จนต่อยอดมากลายเป็นรองเท้าครั้งแรกอย่าง ‘Jika-Tabi’ และหากพูดว่าดีไซน์ของ Nike Air Rift มีรากฐานมาจาก Tabi เราก็คงพูดได้เต็มปากว่าเป็นแบบนั้น ทำให้ไม่แปลกที่ชาวญี่ปุ่นจะมองรองเท้าคู่นี้เป็นรองเท้าที่ธรรมดา ไม่แปลกตานัก
cr. Wikipedia
- วัยรุ่นฮาราจุกุเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่หยิบรองเท้ารุ่นนี้ขึ้นมาแมตช์ลุค จนปลุกกระแสของ Nike Air Rift ให้สามารถไปอยู่บนนิตยสารแฟชั่นชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง ‘FRUiTS’ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้ผู้คนกลับมาใส่รองเท้าคู่นี้อีกครั้ง จนแบรนด์เองก็ยอมรับว่า ‘ญี่ปุ่น’ เป็นบ้านหลังที่ 2 ของรองเท้ารุ่นนี้ เพราะออกรุ่นพิเศษอย่าง “Culture Day” ให้ เพื่อคารวะสไตล์ Harajuku และสะท้อนถึงการยอมรับ รวมถึง Nike เองก็รู้ดีว่าญี่ปุ่นรักและมีอิทธิพลต่อรองเท้าคู่นี้ขนาดไหน ญี่ปุ่นเลยมักเป็นพื้นที่แรกในการวางขาย หรือทดลองโมเดลนี้เสมอ
cr. Tokyo Fashion
cr. House of Heat
- ญี่ปุ่น เป็นประเทศแรก ๆ ที่นำ Nike Air Rift ตีตลาดกลุ่มลูกค้าผู้หญิง เพราะในปี 2008 ได้มีการนำรองเท้ารุ่นนี้มาคอลแลบกับแบรนด์แฟชั่นผู้หญิงอย่าง Milkfed เป็นเหมือนการปูทาง และวางรากฐานให้กลุ่มผู้หญิงในญี่ปุ่นเริ่มสนใจรองเท้าทรงนี้มากขึ้น จนมาสู่ช่วงของ Balletcore และ Mary Jane นั่นเอง
cr. HYPEBEAST
จนตอนนี้ Nike Air Rift กลายเป็นแฟชั่นไอเทมที่ทุกคนเข้าใจ และถูกหยิบมาแมตช์ลุคมากขึ้นแล้ว เรียกได้ว่ากว่ารองเท้ารุ่นนี้จะมีคนเข้าใจก็ใช้เวลานานกว่า 20 ปีเลยทีเดียว นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาได้ดีเกี่ยวกับแฟชั่นได้เลย เพราะแฟชั่นที่เราอาจมองว่าแปลกในอดีต อาจเท่สำหรับคนปัจจุบันก็ได้ เหมือนกับทฤษฏีแฟชั่นที่วนกลับมาเหมือนเรารู้กันนั่นแหละครับ แล้วเพื่อน ๆ คิดยังไงกับ Nike Air Rift ในตอนนี้ยังมองว่ามันแปลก หรือเท่แล้วในตอนนี้ คิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ?
Source: HIGHSNOBIETY, Tokyo Fashion, HYPEBEAST






























