Intro to F1 : กลยุทธ์เหนือชั้นจาก Liberty Media กับการวางหมากเพื่อพิชิตใจชาวอเมริกัน | EP.09-2

ถ้าคุณถามคนอเมริกันเมื่อช่วง 10 ปีที่แล้วว่ารู้จัก Formula 1 หรือไม่ คำตอบที่คุณจะได้ส่วนใหญ่น่าจะเป็นความเงียบ หรืออย่างมากก็คือ “รถแข่งที่ไม่มีหลังคาในยุโรปใช่ไหม” แต่ในปัจจุบันนี้ F1 ไม่ใช่แค่การแข่งรถ แต่มันคือ Entertainment & Lifestyle ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแบรนด์หนึ่งในโลก

อย่างที่เคยเล่าไปในตอนที่แล้ว F1 จากยุคของ Bernie Ecclestone อดีตผู้ที่มีอำนาจสูงสุดใน F1 ได้วางไว้ให้มันเป็นกีฬาสำหรับมหาเศรษฐีและชนชั้นสูงในยุโรป การเข้าถึงที่ยากเหลือเกินเพราะนอกจากตั๋วที่ราคาแพงแล้ว ถ้าคุณจะดูที่บ้านก็ต้องจ่ายค่าเคเบิลทีวีราคาแพงเท่านั้น พร้อมกับภาพลักษณ์ที่ดูหรูหรา ธรรมเนียมปฏิบัติที่เคร่งครัด และการปิดกั้นโลกโซเชียลไม่ให้เข้าถึงได้ ยิ่งเหตุการณ์ที่รถแข่งถอนตัวจาก การแข่งขันที่ Indianapolis ในปี 2005 จนเหลือแค่เพียง 6 คัน ตั้งแต่ก่อนเริ่มแข่งขัน จากปัญหาเรื่องยางก็แทบจะเป็นสิ่งที่ปิดประตูให้ความสนใจของ F1 จากชาวอเมริกันอย่างสมบูรณ์

from the left Guenther Steiner and Hervé Poncharal
Image Source from: Inside Motorcycles

จนมาถึงยุคของ Liberty Media ที่เข้ามารื้อโครงสร้างทุกอย่างใหม่หมด และความสำเร็จของซีรีส์ “Drive To Survive” ของทาง Netflix เพราะมันได้ทำหน้าที่เป็นสะพานในการเชื่อมคนที่ไม่เคยสนใจ F1 ให้เข้ามาเป็นแฟนคลับนักแข่งหรือแม้แต่ทีมงานได้อย่างชัดเจน เนื่องจากตัวซีรีส์ไม่ได้เน้นที่เรื่องเทคนิคของการขับหรือการสร้างรถ แต่เน้นที่ดราม่าความขัดแย้งของเพื่อนร่วมทีม ความกดดันในการโดนปลดตำแหน่ง หรือความกวนตีนของทีมงาน เช่นอดีตหัวหน้าทีม Haas อย่าง Guenther Steiner ที่แม้ในตอนนี้เขาจะย้ายไปคุมทีมใน Moto GP แล้ว แต่เราเองก็ยังเป็นแฟนคลับฝีปากของลุงแกอยู่เสมอ

Daniel Ricciardo
Image Source from: F1

ในส่วนของนักแข่งก็เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงกันขึ้นมาทุกคน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแชมป์โลกเสมอไป อย่างเช่น Daniel Ricciardo นักแข่งชาวออสซี่ เจ้าของฉายา “Honey Badger” ผู้มีบุคลิกสนุกสนาน เฮฮา ชอบแกล้งเพื่อน ๆ นักแข่ง และยังเป็นผู้ที่ทักทายทุกคนตั้งแต่ลงรถยันสุดทางแพดด็อก จนกลายเป็นใจชาวอเมริกันในแบบงง ๆ

United States Grand Prix
Miami Grand Prix
Las Vegas Grand Prix

United States Grand Prix, Miami Grand Prix, and Las Vegas Grand Prix
Image Source from: F1

ปัจจุบัน Liberty Media ได้เดินทางตามแผนฉบับใหม่ มุ่งเน้นในการทำตลาดในดินแดนลุงแซม อย่างเต็มตัว ซึ่งไม่ได้วัดกันที่จำนวนผู้ชมจากหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่เห็นได้ชัดกับการขยายตัวของสนามจนมีถึง 3 สนามในประเทศ โดยเริ่มต้นจาก “Circuit of The Americas” ที่เมือง Austin รัฐ Texas ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันรถสไตล์ดั้งเดิม ผสมกับความมันแบบอเมริกันชน ก่อนจะขยับไปสู่ความล้ำสมัยที่ “Miami Grand Prix” ซึ่งจะเน้นถึงความหรูหรา แฟชั่น และความสนุกสนานจนเป็นไวรัลจากการสร้างสระว่ายน้ำปลอมที่เป็นเอกลักษณ์

ถัดมาสนามสุดท้ายที่กลับมาจัดอีกครั้งหลังจากหายไปนานกับ “Las Vegas Grand Prix” ที่เคยเป็นการแข่งขันในลานจอดรถ สู่การปิดถนน Strip ย่านสำคัญที่สุดของเมือง เพื่อให้รถแข่งได้วิ่งผ่านแสงสียามค่ำคืน สิ่งเหล่านี้คือข้อความที่ F1 กำลังตะโกนบอกอเมริกันชนอยู่ว่า F1 ไม่ใช่แค่การแข่งรถอีกต่อไป แต่มันคือเจ้าแห่งความบันเทิงระดับโลก ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมและสนุกกับมันได้

F1 Experiences
Image Source from: Instagram

หากมองไปที่ตัวเลขของการเติบโตในอเมริกา ทุกคนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วก้าวอย่างกระโดด อย่างในปี 2017 ที่ Liberty Media ได้เริ่มเข้ามาบริหาร ยอดชม F1 ผ่านทีวีทั่วอเมริกาเฉลี่ยต่อสนามจะอยู่ที่ประมาณ 500,000 คน แต่ปัจจุบันนี้คือ ประมาณ 1.3 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 140% และในสนามยอดฮิตของ Las Vegas อาจพุ่งสูงถึง 3 ล้านคนได้อย่างสบาย ๆ ความสำเร็จนี้ยังสะท้อนผ่านมูลค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดที่พุ่งกระฉูดจากเดิมที่เคยขายได้เพียงปีละประมาณ 5 ล้านดอลลาร์ในยุคของ NBC แต่ปัจจุบันใครที่อยากได้ลิขสิทธิ์ต้องยอมควักเงินจ่ายสูงถึงปีละเกือบ 100 ล้านดอลลาร์เพื่อสิทธิในการครอบครอง Content ชิ้นนี้

F1 Experiences
Image Source from: Instagram

ส่วนของด้านแฟนคลับ กลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีครองสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของฐานแฟนคลับทั้งหมดในอเมริกา และเป็นผู้หญิงถึง 40% ของผู้ชมทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นสถิติสูงสุดของกีฬามอเตอร์สปอร์ต ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่หน้าจอ และในสนามแข่งอย่าง “Circuit of the Americas” ปัจจุบันกลับมียอดผู้เข้าชมตลอด 3 วันทะลุ 440,000 คน กลายเป็นสนามที่มีคนดูหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สิ่งเหล่านี้ได้เป็นแรงดึงดูดเงินมหาศาลจากบริษัทเทคโนโลยีระดับท็อปของอเมริกาอย่าง Oracle, Google และ Amazon ให้เข้ามาร่วมเป็นสปอนเซอร์หลัก แทนที่บริษัทน้ำมันหรือยาสูบแบบในอดีต

Disney Teams with Formula 1 Racing to “Fuel the Magic” in Las Vegas
Image Source from: Micechat

เป้าหมายหลักของ F1 ได้เปลี่ยนไปสู่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกที่หลงใหลดราม่าของมนุษย์และไลฟ์สไตล์ที่น่าตื่นเต้น โซเชียลมีเดียอย่าง Tiktok และ Youtube กลายเป็นสิ่งสำคัญในการสร้าง Content เพื่อขายประสบการณ์ในการมีส่วร่วมมากว่าจะขายบัตรเข้าชมการแข่งรถ และอย่างที่บอกแม้แต่ตัวนักแข่งหรือทีมงานในตำแหน่งต่าง ๆ ก็กลายเป็น Influencer ที่มีแบรนด์ส่วนตัวและเข้าถึงได้จริงผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้มูลค่าทางการตลาดของ F1 สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

แต่ทุกอย่างก็มีผลดีและผลเสียเสมอ เพราะในขณะที่ F1 กำลังเติบโตในฐานะ Pop Culture ระดับโลก แฟนพันธุ์แท้ดั้งเดิมในยุโรปก็เริ่มออกมาตั้งคำถามถึงเรื่อง Style Over Subtance หรือการให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของงานโชว์มากกว่าคุณภาพของการแข่งรถจริง ๆ ปัญหาราคาตั๋วของสนามอย่าง Miami และ Las Vegas ที่สูงมากจนทำให้แฟนตัวจขริงบางคนเข้าไม่ถึง กลายเป็นกำแพงใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นแทนกำแพงแบบเดิมในยุคอดีต

รวมไปถึงการเพิ่มสนามแบบ Street Circuit ที่เน้นบรรยากาศของเมืองมากกว่าสนามแข่งถาวรที่สร้างขึ้นมาเพื่อท้าทายฝีมือการขับขี่จริง ๆ ทั้งหมดนี้คือความขัดแย้งที่ Liberty Media ต้องพยายามรักษาสมดุลให้ได้ เพื่อไม่ให้รากเหง้าของจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันหายไปภายใต้แสงสีที่ฉาบฉวย

บทสรุป

ท้ายที่สุดแล้วการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอเมริกาก็คือเครื่องพิสูจน์ว่าในยุคปัจจุบัน เสน่ห์ของมนุษย์และเรื่องราวหลังพวงมาลัยนั้น ทรงพลังไม่แพ้ความแรงของเครื่องยนต์เลยแม้แต่น้อย แม้ความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างรากเหง้าดั้งเดิม กับความหวือหวาของแสงสีจะยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ F1 ในปี 2026 ได้กลายเป็นนิยามใหม่ของกีฬาที่ไม่ได้วัดผลกันแค่ที่เส้นชัยอีกต่อไป แต่วัดกันที่ใครจะสามารถครองใจและพื้นที่สื่อของคนทั้งโลกได้มากกว่ากัน

Share:
On Key

Related Posts

WEEKLY RADAR / OCTOBER-01

ต้อนรับเดือนตุลาคมแบบประจบเหมาะกับลิสต์ไอเทมน่ากดประจำสองสัปดาห์ คัดมาให้แบบหลากหลายทั้งสาย Active,

WATCHA GONNA ดู

[FULL VIDEO] BEHIND THE CURTAIN: เบื้องหลังเพลงสุดไวรัลจากปลายปากกาของ⁠ SAUCE BKK

“ผมอะเป็นคนแรกแต่ทำไมเธอให้เป็นที่สอง ที่บ้านเป็นพี่คนโตแต่เธอให้เป็นแค่น้อง สายตาเธอมันฟ้อง ว่าฉันคงดีไม่พอ ป่ะป๊าหม่าม้าบอกไว้ว่าเป็นผู้ชายน่ะไม่ต้องร้อง”

Read More >
PDPA Icon

We use cookies to improve the performance and experience of using our website. You can find more details at Privacy Policy and manage your privacy settings by clicking Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary cookies
    Always Active

    Necessary cookies are essential for the functioning of the website, allowing you to use and browse the site normally. You cannot disable these cookies in our website's system.
    Cookies Details

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    Cookies Details

Save