Intro to F1 : Liberty Media ผู้เปลี่ยน F1 จากกีฬาเฉพาะกลุ่มสู่ Pop Culture ระดับโลก | EP.09

ถ้าจะพูดถึง Formula 1 ยุคก่อนปี 2017 ในเวลานั้น F1 คือกีฬาแข่งรถที่หรูหราซึ่งเป็นพื้นที่ของคนรวยและค่ายรถยนต์ขนาดใหญ่ ภายใต้การนำของลุง Bernie Ecclestone ซึ่งเป็นผู้ที่ปลุกปั้น F1 ให้ยิ่งใหญ่ในยุค 80s – 90s แต่เมื่อเข้าสู่ยุค 2000s กีฬานี้กลับกลายเป็นเหมือนคนแก่ที่ดำเนินงานด้วยความเชื่อแบบเก่า และทัศนคติที่ว่า F1 คือสินค้าพรีเมียมระดับสูงที่ไม่จำเป็นต้องง้อใคร รวมไปถึงการต่อต้านโซเชียลมีเดียอย่างหนัก ถึงขนาดที่มีกฎห้ามนักแข่งถ่ายวิดีโอในแพดด็อกลงโซเชียลมีเดียของตัวเอง 

สิ่งเหล่านี้ทำให้ฐานแฟนของ F1 มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือเข้าโลงไปแล้วก็มากมาย เด็กรุ่นใหม่ก็เข้าไม่ถึง และที่สำคัญที่สุดคือแทบจะไม่มีตัวตนในตลาดที่มีเงินหมุนเวียนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างอเมริกา ในขณะนั้นกีฬานี้อาจจะยังพอจะทำกำไรได้บ้าง แต่มันก็กำลังตายลงอย่างช้า ๆ จากกระแสนิยมหลักด้วยอีโก้ของผู้บริหารอย่างลุง Bernie

F1 by Liberty Media
Image Source from: Corp.F1

แต่กลับมีบริษัทหนึ่งที่ชื่อว่า Liberty Media มองเห็นสิ่งเหล่านี้และเลือกที่จะไม่ยอมให้ F1 ติดกับดักความสำเร็จในอดีตอีกต่อไป และนี่คือจุดเริ่มต้นที่พวกเขาเข้ามาสู่วงการนี้ Liberty Media ไม่ใช่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับวงการแข่งรถเลย แต่พวกเขาคือ “บริษัทโฮลดิ้ง” ซึ่งคือบริษัทที่ตั้งตัวเองเป็นบริษัทแม่ ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้บัญชาการเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วนที่มากพอที่จะมีสิทธิ์ตัดสินใจในการดำเนินงาน และบริหารธุรกิจเหล่านั้นซึ่งถือว่าเป็นบริษัทลูกให้มีกำไรเติบโตขึ้น 

Liberty Media คือบริษัทที่ถูกก่อตั้งโดย Mr. John C. Malone มหาเศรษฐีผู้ที่เป็นเจ้าพ่อเคเบิลทีวีแห่งอเมริกา เขาเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งจากการเป็นซีอีโอของ TCI ซึ่งเป็นบริษัทเคเบิลทีวีที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น ก่อนที่จะแยก Liberty Media ออกมาเป็นบริษัทอิสระที่เน้นการลงทุนในคอนเทนต์ด้านสื่อกีฬาและการจัดอีเวนท์  ปัจจุบันธุรกิจของ Libery Media ที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันอยู่บ้างได้แก่ Ticketmaster บริษัทผู้ให้บริการรับจองตั๋วงานต่าง ๆ หรือ Live Nation บริษัทจัดคอนเสิร์ตอีเวนต์ระดับโลก และที่สำคัญคือ Formula One Group เงินทุนส่วนใหญ่จะมาจากการต่อยอดผลกำไรของบริษัทลูกในเครือและการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

ภายใต้การนำของ CEO คนปัจจุบัน Mr. Greg Maffei มองเห็นว่า F1 คือทรัพย์สินระดับโลกที่มีมูลค่าแฝงอยู่มหาศาล หากนำกีฬานี้มาจัดการใหม่และใส่ความบันเทิงสไตล์อเมริกันเข้าไป มันน่าจะกลายเป็นธุรกิจที่สามารถทำเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทุกสิ่งมันก็เริ่มเมื่อต้นปี 2017 กับการจ่ายเงินประมาณ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมรับหนี้สินเดิมมาบริหารต่อ ทำให้ดีลนี้มีมูลค่าถึง 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อกิจการของ F1 จากลุง Bernie และถือเป็นจุดสิ้นสุดของ F1 ในยุคดั้งเดิมอย่างแท้จริง

Formula 1: Drive to Survive
Image Source from: Netflix

สิ่งแรกที่ Liberty Media เริ่มทำคือการทำลายความหัวโบราณทั้งหมดทิ้งทันที และเปิดประตูสู่โลกดิจิตอลแบบเต็มตัว เช่น การยกเลิกกฎห้ามใช้โซเชียลมีเดีย รวมไปถึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้นักแข่งและทีมงานต้องสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง สร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง F1 TV และกระหน่ำทำคอนเทนต์ลงทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ตามมาด้วยสิ่งที่จะเปลี่ยน F1 ไปตลอดกาล นั่นคือการร่วมมือกับ Netflix ให้กำเนิดซีรีส์สารคดี “Drive To Survive” ที่ไม่ได้แค่เล่าเรื่องรถแข่งในสนาม แต่โฟกัสไปที่ดราม่าเบื้องหลังการแข่ง การเมืองภายใน ความกดดันของนักแข่ง และทีมงานจากแต่ละทีม ส่งผลให้ฐานแฟนคลับวัยรุ่น ผู้หญิงและตลาดทั้งอเมริกากับเอเชียเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด

ในด้านของการบริหารงานทาง Liberty Media ได้นำแนวคิดแบบอเมริกันเกมส์เข้ามาใช้ สร้างกฎเพดานงบประมาณของแต่ละทีมใกล้เคียงกัน เพื่อจำกัดไม่ให้ทีมใหญ่ทุ่มเงินซื้อความสำเร็จจนทำให้ทีมเล็กสู้ไม่ได้ จากการมาของกฎนี้ทำให้การแข่งขันสูสีขึ้นและสถานะมทางการเงินของทุกทีมแข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มรูปแบบการแข่งที่เรียกว่า Sprint Race ซึ่งมักจะแข่งกันในวันศุกร์หรือเสาร์เช้า ก่อนรอบควอลิฟาย เพื่อสร้างความตื่นเต้นมากขึ้น ทำให้ผู้ชมและสปอนเซอร์ได้เอนเกจกับกีฬาตลอดทั้งสุดสัปดาห์ เป็นผลให้ในวันนี้ F1 กลายเป็นแฟรนไชส์ที่มีกำไรและมูลค่าประเมินระดับหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจาก Netflix แล้ว F1 ได้มีการร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นต่าง ๆ อย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นการนำ A$AP Rocky มาเป็น Creative Director ให้กับคอลเลกชัน PUMA x F1 เพื่อทำให้เสื้อผ้าแข่งรถกลายเป็นสตรีทแฟชั่นที่สามารถนำมาใส่ได้ในชีวิตประจำวัน หรือการที่ทีม ALPINE ร่วมงาน กับแบรนด์สเก็ตบอร์ดจากอังกฤษอย่าง PALACE SKATEBOARDS ไปจนถึง KITH NYC และ PACSUN ที่ต่างออกคอลเลคชันกับ F1 แม้แต่ตัวนักแข่งเองก็กลายเป็นแฟชั่นไอคอนอย่างเต็มตัวจากการร่วมงานกับแบรนด์มากมาย เช่น Lewis Hamilton กับ DIOR และ Charles Leclerc กับ GIORGIO ARMANI

Lisa at the F1 Miami Grand Prix (2025)
Image Source from: Vogue Australia

ในส่วนของวงการดนตรี Liberty Media ได้นำคอนเสิร์ตเข้ามาในช่วงสุดสัปดาห์การแข่งขันจนแทบจะกลายเป็นเทศกาลดนตรี เพราะได้ศิลปินแถวหน้าของโลกมาโชว์อยู่เสมอ Martin Garrix, Ed Sheeran หรือ Justin Bieber ต่างก็ขึ้นโชว์มาแล้ว นอกจากนี้ยังมีการร่วมงานข้ามวงการดนตรี เช่น ศิลปินระดับโลกอย่าง Will.i.am ที่ทำเพลงและมิวสิกวิดีโอโปรโมต F1 โดยเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้น โซน VIP อย่าง Paddock Club ยังถูกเปลี่ยนให้เป็น “พรมแดง” แห่งใหม่ของโลกฮอลลีวูด เราจึงได้เห็นเซเลบระดับ Elon Musk, JAY-Z, Beyonce, Travis Scott ไปจนถึงศิลปินเคป๊อปอย่าง Lisa Blackpink ที่ได้รับเกียรติให้เป็นผู้โบกธงตราหมากรุก สิ่งเหล่านี้สร้างกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดียของกลุ่มแฟนคลับศิลปินที่ไม่เคยดู F1 มาก่อนให้หันมาสนใจกีฬานี้ได้ทันที

เพื่อเจาะฐานแฟนคลับกลุ่ม Gen Z รวมถึง Gen Alpha F1 ยังบุกทะลวงเข้าสู่วงการเกมและของเล่นแบบจัดเต็ม เราได้เห็นสกินตัวละคร Lewis Hamilton ในเกมระดับโลกอย่าง Fortnite แต่ที่ถือเป็นดีลประวัติศาสตร์เขย่าวงการของเล่นเลย คือการประกาศความร่วมมือระยะยาวกับ LEGO ซึ่งไม่ได้ทำแค่รถโมเดลของทีมใดทีมหนึ่ง แต่ครอบคลุมลิขสิทธิ์ของทั้ง 10 ทีมแข่งในกริด เพื่อให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของเด็กและครอบครัวทั่วโลก

F1 Movie (2025)
Image Source from: F1

รวมไปถึงหมุดหมายสำคัญคือการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “F1” ที่นำแสดงโดย Brad Pitt ร่วมอำนวยการสร้างโดย Lewis Hamilton และ Apple Studios ซึ่งไม่ใช่แค่การสร้างหนังเกี่ยวกับรถแข่งธรรมดา แต่เป็นการยกกองถ่ายเข้าไปถ่ายทำจริง ๆ ในช่วงสุดสัปดาห์การแข่งขัน ให้นักแสดงเดินปะปนกับนักแข่งจริง สร้างความฮือฮาและเชื่อมโลกภาพยนตร์เข้ากับโลกมอเตอร์สปอร์ตอย่างแนบเนียน การร่วมงานทั้งหมดนี้คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า Liberty Media ไม่ได้ขายแค่ความเร็วอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังขาย “วัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์” ที่พิสูจน์แล้วว่า F1 ในยุคนี้คือหนึ่งในศูนย์กลางของ Pop Culture ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

ทิศทางในอนาคตของ F1 ภายใต้ Liberty Media มันชัดเจนอย่างมากว่ากำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น Sports Entertainment อย่างเต็มตัว การแข่งขันในแต่ละสุดสัปดาห์จะไม่ใช่การแข่งรถ แต่มันคือเทศกาลระดับโลกที่มีทั้งคอนเสิร์ต แฟชั่น ปาร์ตี้ และกีฬาหลอมรวมกัน ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมาย Net Zero 2030 และการปรับกฎเครื่องยนต์ใหม่ในปี 2026 ที่จะใช้เชื้อเพลิงยั่งยืนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อดึงดูดค่ายรถยนต์ชั้นนำให้เข้ามาร่วมลงทุนเพิ่มขึ้น

บทสรุป

หากจะให้สรุปภาพรวมทั้งหมดในมุมมองของเรา คงต้องบอกว่าการตัดสินใจเข้ามาซื้อกิจการฟอร์มูล่าวันของ Liberty Media ในปี 2017 คือ “สิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับวงการนี้” อย่างแท้จริง

เราได้เห็นการลุกขึ้นมาปฏิวัติวงการ PR และการสื่อสารที่พลิกโฉม F1 จากหน้ามือเป็นหลังมือ กีฬาที่เคยถูกมองว่าเข้าถึงยากและเต็มไปด้วยกำแพง กลับกลายเป็นพื้นที่เปิดกว้าง สมัยก่อนสปอตไลต์อาจส่องไปแค่ทีมหัวแถวหรือแชมป์โลก แต่วันนี้นักแข่งและทีมขนาดเล็กหรือขนาดกลางต่างก็กลายเป็น “ซูเปอร์สตาร์” ที่มีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นเป็นของตัวเอง เราได้เห็นคนที่ไม่เคยสนใจเครื่องยนต์กลไก หรือไม่เคยดูรถแข่งเลย โดนตกเข้าสู่วงการนี้ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย ดันยอดผู้ชมให้พุ่งทะยานแบบก้าวกระโดด

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจและทรงพลังมากคือ “วัฒนธรรมในแพดด็อก” ที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ภาพจำของทีมคู่แข่งที่ต้องตั้งป้อมเป็นศัตรู ไม่เผาผี หรือไม่ชอบหน้ากัน ถูกแทนที่ด้วยความมีชีวิตชีวา เราได้เห็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น อย่างการคอลแลบโพสต์แซวกันข้ามทีมบนโซเชียลมีเดีย พวกเขาอาจจะเหยียบคันเร่งสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายในสนาม แต่พอนอกสนาม ทุกคนต่างซัพพอร์ตกันเพื่อผลักดันให้วงการ F1 แข็งแกร่งและเติบโตไปพร้อม ๆ กันทั้ง Ecosystem

สุดท้ายนี้ทิศทางทั้งหมดมันตอกย้ำให้เห็นว่า F1 ในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่กีฬาแข่งรถอีกต่อไป แต่กลายเป็น Pop Culture ระดับโลก ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะชอบความเร็ว ดราม่า แฟชั่น หรือดนตรี คุณก็สามารถกระโดดเข้ามาร่วมสนุกและเอนจอยกับโลกใบนี้ได้อย่างเต็มที่เลยแหละ!!

Share:
On Key

Related Posts

WEEKLY RADAR / OCTOBER-01

ต้อนรับเดือนตุลาคมแบบประจบเหมาะกับลิสต์ไอเทมน่ากดประจำสองสัปดาห์ คัดมาให้แบบหลากหลายทั้งสาย Active,

WATCHA GONNA ดู

[FULL VIDEO] BEHIND THE CURTAIN: เบื้องหลังเพลงสุดไวรัลจากปลายปากกาของ⁠ SAUCE BKK

“ผมอะเป็นคนแรกแต่ทำไมเธอให้เป็นที่สอง ที่บ้านเป็นพี่คนโตแต่เธอให้เป็นแค่น้อง สายตาเธอมันฟ้อง ว่าฉันคงดีไม่พอ ป่ะป๊าหม่าม้าบอกไว้ว่าเป็นผู้ชายน่ะไม่ต้องร้อง”

Read More >
PDPA Icon

We use cookies to improve the performance and experience of using our website. You can find more details at Privacy Policy and manage your privacy settings by clicking Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary cookies
    Always Active

    Necessary cookies are essential for the functioning of the website, allowing you to use and browse the site normally. You cannot disable these cookies in our website's system.
    Cookies Details

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    Cookies Details

Save