Air Yeezy 2 หนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Kanye West และความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Nike

9 มิถุนายน 2012 เป็นวันที่วงการ Sneaker ต้องสั่นสะเทือนเมื่อ Nike ได้ปล่อยรองเท้ารุ่น Air Yeezy 2 ซึ่งถูกออกแบบโดย Kanye West และกลายเป็นรองเท้าที่สร้างชื่อให้กับ Kanye ในวงการแฟชั่นอย่างเต็มตัว

ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดจะจบลงไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ แต่ว่าการร่วมมือกันครั้งนั้นได้กลายเป็นแม่แบบการผลิตรองเท้าที่อยู่นอกเหนือจากรองเท้ากีฬา ซึ่งถือประสบความสำเร็จทั้งยอดขายและความเคลื่อนไหวทางด้านแฟชั่น และในตอนหลังทาง adidas ก็ได้ตัว Kanye มาและได้สร้างปรากฏการณ์ขึ้นอีกครั้งผ่านซีรี่ย์ Yeezy BOOST ในปี 2014

Nike Air Yeezy ตัวแรกถูกปล่อยออกมาในช่วงปี 2009 การร่วมมือกับ Kanye ในการทำรองเท้านี้ ทำให้เกิดสไตล์ใหม่ๆที่เป็นการผสมผสานระหว่างๆลักษณะที่โดดเด่นของ Nike หลายๆรุ่น เช่น ตัวพื้นรองเท้าที่ได้แรงบันดาลใจจาก Nike Air Revolution, โครงสร้างรองเท้าจาก Air Jordan 3 และสไตล์ข้อสูงที่ออกแบบโดยอ้างอิงจาก Air Jordan 5 และ 7 ในขณะที่ Air Yeezy 2 ดูเหมือนจะต่างออกไปมากเมื่อเทียบกับตัวเก่า นอกจากเทคโนโลยี Air Tech Challenge II แล้ว วัสดุต่างๆ ก็แทบจะเป็นวัสดุใหม่ทั้งหมด Nathan VanHook หัวหน้าดีไซน์เนอร์ของ Nike ได้พูดถึงการทำรองเท้าว่า “รายละเอียดต่างๆเช่น การสลักชื่อ YZY บนรองเท้า, ลายหนังงูด้านข้าง หรือแถบครอบนิ้วโป้งเท้านั้นถูกเลือกโดย Kanye และถูกออกแบบมาเพื่อตัว Kanye เอง” ซึ่งจุดประสงค์ของการออกแบบ Nike Air Yeezy 2 ก็คือการสร้างจุดลงตัวระหว่างแฟชั่น, กีฬา และการใช้งาน

ความโดดเด่นของ Air Yeezy 2 เหมือนจะเกิดจากการขัดเกลาและรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการทำ Air Yeezy ซึ่งเป็นรุ่นแรก ดีไซน์เนอร์ Brett Golliff ได้พูดถึง Air Yeezy  ว่า “ผมรู้สึกได้ว่ามันเป็นรองเท้าที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี โดยรุ่นแรกเหมือนจะเป็นการจับ Part ต่างๆที่คนชอบมารวมๆกัน และภาพรวมเหมือนว่าเป็นแค่รองเท้าที่ปล่อยออกมาเพื่อทดลองตลาดดูก่อน ในขณะที่ Air Yeezy 2 ถูกออกแบบมาให้มีสไตล์ชัดเจน ไม่ใช่แค่รองเท้าที่ขายความเป็น Kanye แต่เป็นอะไรที่มากกว่านั้น”

ในสมัยนั้นตัวรองเท้าได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในหมู่ Sneakerhead เว็ปไซต์ ต่างๆแห่กันแชร์ข่าวอัพเดททั้งข่าวจริงและข่าวลือ กระแสถูกปั่นขึ้นผ่านทางหลายๆช่องทาง ไม่ว่าการที่ Kanye ออกมาพูดถึงตัวรองเท้า รูปหลุดออนไลน์ รวมถึงการที่ซุปตาร์ดังๆอย่าง Jay Z หรือ Macklemore เอามาใส่ หลังจากที่ Nike ประกาศจะปล่อยรุ่น “Pure Platinum” และ “Solar Red” ในจำนวนจำกัดบวกกับกระแสที่รุนแรงสุดๆ ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ลังเลที่จะซื้อไว้ทันทีที่รองเท้าถูกปล่อยออกมา โดยที่ราคาเปิดตัวที่ 245 ดอลล่าร์สหรัฐ ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย Duk-ki Yu เจ้าของเว็ปไซต์ Retailer Major พูดถึงสถานการณ์สมัยนั้นไว้ว่า “ความ Hype และกระแสในตอนนั้นถือว่าสูงลิ่วติดเพดานเลยทีเดียว เพราะว่าความต้องการที่ Air Yeezy 1 ได้ทำไว้ก่อนหน้า ทำให้รองเท้ากลายเป็นที่สนใจไม่ใช่แค่ในหมู่ Sneakerhead อย่างเดียวอีกแล้ว รวมถึงการที่ Kanye เอารองเท้าออกมาใส่ก่อนวันเปิดตัว ทำให้กระแสความ Hype นั้นลุกเป็นไฟยิ่งกว่าเดิม การเลือกปล่อยสีที่ต่างออกไปในแต่ละเมือง เช่น สี “Platinum” ในอเมริกาฝั่งตะวันตก และ สีดำในฝั่งตะวันออก ก็ก็ยิ่งกระตุ้นจิตวิญญาณนักสะสมที่หวังจะได้ทุกคู่มาครอบครองเข้าไปอีก มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันระหว่างกลุ่มที่ทำงานในร้านรองเท้า หรือคนที่เป็นเจ้าของที่กำลังตามหาสิ่งเดียวกัน มันบ้ามากๆเลยสมัยนั้น”

มีหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตอกย้ำความยิ่งใหญ่และกระแสที่เกิดขึ้นโดยรองเท้าในตำนาน หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของ Matt Tomamichel เจ้าของร้าน Corporate เขาตัดสินใจที่จะจับ Air Yeezy 2 มาปล่อยเพื่อระดมเงินช่วยเหลือ AAU Basketball โปรแกรม เขาบอกว่า “การระดมเงินช่วยเหลือ AAU นั้นเป็นสิ่งที่เราทำอยูเสมอ เราได้ Air Yeezy 2 สี Platinum มาขายในช็อปของเรา ซึ่งเราได้จัดขายตั๋วราคา 5 ดอลล่าร์เพื่อรับสิทธิ์จับฉลาก และเงินที่ได้ทั้งหมดเราก็จะนำไปบริจาค ซึ่งคุณจะซื้อตั๋วกี่อันก็ได้เท่าที่คุณต้องการ” เขาประเมินว่าตั๋วราวๆ 2,000 ใบถูกขายออกและมีประมาณ 500 คนที่พร้อมจะเสี่ยงโชคเพื่อรองเท้าในตำนานคู่นั้น ซึ่งในที่สุดก็มีทั้งคนที่สมหวังและผิดหวัง ส่วนเงิน 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐก็ถูกบริจาคให้กับ AAU

ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่ในเดือนพฤศจิกายนปี 2013 ความร่วมมือของ Nike กับป๋าเยก็เหมือนจะเริ่มสั่นคลอน โดยเหตุการณ์เริ่มมาจากตอนที่ Air Yeezy 2 “Red October” ถูกปล่อยออกมาช้ากว่ากำหนดและ Kanye เริ่มต่อว่า Nike ในคอนเสิร์ตของเขา ป๋าเยเริ่มต่อว่าการทำงานของ Nike ไปจนถึงการด่า Mark Parker หัวหอกของ Nike อย่างเจาะจง Kanye เคยพูดในคอนเสิร์ตตอนเดือนพฤศจิกายนว่า “เขา (Nike) พยายามจะทำให้มันเป็นเรื่องเล็ก Mark Parker ก็พูดอะไรก็ไม่รู้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมคนถึงชอบ Yeezy ” หลังจากนั้น Kanye ก็พูดโจมตี Nike มาตลอด เขาพูดกับคนดูที่มาดู Yeezus Tour ที่ Nashville ว่า “ทุกๆคนใน Nike รวมถึง Mark Parker กำลังทำลายวัฒนธรรม ผมอยากให้รองเท้า Yeezy มีมากเท่าๆกับรองเท้า LeBron ผมอยากให้มันมีราคาที่เหมาะสม แต่นั่นก็ไม่ใช่การตัดสินใจของผม แล้วผมก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเปลี่ยนทุกอย่าง ผมจะสร้างสรรค์สิ่งที่เกินจินตนาการแบบว่าไม่เคยมีศิลปินคนไหนเคยทำได้มาก่อน”

สุดท้ายความขัดแย้งของทั้งสองฝั่งก็มาถึงจุดที่เรียกได้ว่าเกินจะเยียวยา Esaie Witherspoon ที่ทำงานเป็นผู้จัดการให้กับไลน์อัพ Nike ACG และก็เครื่องแต่งกายกีฬาชายพูดถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “ตอนนั้นผมได้ยินมาว่าโปรเจคท์รองเท้าคู่ต่อไป (Air Yeezy 3?) ได้เริ่มแล้ว แต่พอ Kanye เริ่มออกมาพูด ผมก็คิดว่ามันไม่น่ารอดแล้วล่ะ พับโครงการทิ้งได้เลย”

แต่ว่าที่จริงแล้วการล่มสลายของโปรเจคท์เหมือนจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องไอเดียและราคาไปซะหมด Kanye พูดถึงเรื่องนี้ไว้ตอนสัมภาษณ์ทางวิทยุกับคลื่น Hot 97 ในวันที่ 25 พฤศจิกายน โดยพูดถึงความรู้สึกที่เขาไม่ได้รับส่วนแบ่งจาก Nike ทั้งๆที่เขาเป็นคนที่ทำให้ทุกๆอย่างเกิดขึ้น “Nike บอกผมว่าผมไม่สามารถรับค่าลิขสิทธิ์ได้เพราะเขาไม่ใช่นักกีฬามืออาชีพ ผมเลยตอกหน้าเขาไปว่ามาเจอผมตัวๆได้เลยที่ Madison Square Garden”

ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ Kanye กลายเป็นพ่อคน เขาเลยคิดว่าเขาต้องการที่จะมีรายได้เพิ่มด้วย ไม่ใช่แค่มีโอกาสโลดแล่นอยู่ในวงการแฟชั่น และแม้ว่าที่จริงการยุติของโปรเจกต์จะเกิดจากหลายๆสาเหตุ แต่ว่า Kanye ก็ได้บอกเป็นนัยๆว่าเรื่องผลประโยชน์นี่แหละที่เป็นประเด็นหลักที่ทำให้เขาตัดสินใจ West กล่าวว่า “ถ้าเป็นผมคนเก่าที่ไม่มีลูกสาว ผมก็อาจจะยังอยู่กับ Nike เพราะผมรัก Nike มาก แต่ว่าตัวผมคนใหม่ เลือกที่จะอยู่กับ adidas เพราะว่าเขาให้ค่าลิขสิทธิ์ผม ซึ่งผมต้องใช้เพื่อดูแลครอบครัว”

สุดท้ายป๋าเยก็แยกทางกับ Nike และหันไปร่วมงานกับ adidas ซึ่งตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงปรับโฉมแบรนด์รวมถึงการวางแผนที่จะเอารองเท้ารุ่นเดอะตลอดกาลอย่าง Stan Smith ออกมาจำหน่ายใหม่ด้วย

การตัดสินใจเข้าร่วมกับ adidas ถือเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างอันตราย adidas ในสมัยนั้นยังไม่ได้อยู่ในช่วงขาขึ้นเหมือนในปัจจุบัน ตอนนั้นบริษัทอยู่ในช่วงที่ตามหลังคู่แข่งอย่าง Nike อย่างหนักและแถมยังโดนกระแสจาก Under Armour กลบด้วยยอดขายที่แซงหน้าในเดือนสิงหาคมปี 2014  และด้วยการตัดสินใจร่วมลงเรือลำเดียวกับ Kanye  และทันทีที่ปล่อยรองเท้า Yeezy BOOST ออกมาแบรนด์ 3 แถบก็ได้กลับมาทวงบังลังค์แห่งวงการรองเท้าที่เคยเป็นของ Nike มาอย่างยาวนาน โดยมีรายงานว่ายอดขายของ adidas โตขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรกของปี 2017

การเข้าสู่วงการรองเท้าของ Kanye West ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ของวงการรองเท้าก็ว่าได้ ในขณะที่รองเท้าบาสของ Nike มีราคาที่เพิ่มขึ้น แต่ความต้องการซื้อกลับน้อยลง กระแสที่เรียกว่า “ahthleisure” หรือการผสมผสานระหว่างสไตล์กีฬากับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันที่เรียบง่าย ได้กลายเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่ง Kanye ก็เหมือนจะมองออกในจุดนั้น ดีไซน์เนอร์ของ Nike อย่าง Brett Golliff ก็ได้ออกมาพูดถึงช่วงนั้นว่า “พวกเขาไม่ได้มีมุมมองที่ยาวไกลพอในการเข้าใจวัฒนธรรมซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับเพราะว่านี่คือ Nike” เขากล่าวเพิ่มว่า “Nike เป็นผู้สร้างกระแสและวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน แต่ใครจะเชื่อว่าอีกไม่กี่ปีให้หลัง บริษัทจะกลายเป็นแบรนด์ที่ตกกระแสซึ่งมันเป็นความจริงที่ทุกคนเห็นได้ชัดเลยทีเดียว”

มันอาจจะง่ายถ้าจะสรุปว่า Nike พลาดเพราะตัดสินใจแยกทางกับ Kanye แต่ตัว Golliff ก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาพูดว่า “ผมเชื่อในเรื่องการถูกที่ ถูกเวลา Nike คงไม่สามารถเปลี่ยนแผนหรือกลยุทธ์แค่เพื่อ Kanye คนเดียวได้อยู่แล้ว เราทำงานกันเป็นระบบเหมือนเครื่องจักร ซึ่งมันยากที่จะหยุดแผนที่มีการเตรียมตัวมาเป็นปีหรือแม้กระทั่งเป็นสิบปี ดังนั้นเรื่องนี้จะกล่าวโทษใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แต่อย่างไรก็ตามมันก็ถึงเวลาที่ Nike จะต้องปรับตัวแล้ว”

Nike ก็ได้พยายามที่จะกู้กระแสกลับมาด้วยการทำงานคอลแลปออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ว่ากระแสตอบรับนั้นก็ไม่ใช่ตัวบ่งชึ้ถึงความสำเร็จ “งานคอลแลปนั้นอาจจะช่วย แต่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น งานคอลแลปนั้นช่วยสร้างกระแสให้กับธุรกิจที่ใหญ่กว่านั้น หมายถึงการเคลื่อนไหวของพวก Retailer ที่แบรนด์นั้นต้องคอยรับมือ ซึ่งในที่สุดมันก็ไม่ได้เป็นปัจจัยที่แน่นอนที่จะการันตีความสำเร็จในวงการธุรกิจ” Brett Golliff ได้กล่าวเอาไว้

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการร่วมมือของ Kanye และ adidas เป็นการร่วมมือที่ประสบความสำเร็จแบบที่ไม่มีอะไรมาฉุดอยู่แล้ว Yeezy BOOST ทุกรุ่นทุกสีที่ปล่อยออกมาถูกขายไปหมดเพียงแค่พริบตา ถึงแม้ว่ามันจะมีราคาที่สูงลิ่วขนาดไหน ความเป็น Yeezy  ได้สร้างเอกลักษณ์ที่ไม่ว่าบริษัทไหนก็หวังจะทำตาม และนั่นก็เป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ให้เครดิตป๋าเยในการคืนชีพของ adidas  ในตอนนี้การร่วมมือของทั้งสองฝ่ายก็ดูจะราบรื่นดี Kanye ก็ดูจะมีความสุขที่ได้ทำงานในฐานะดีไซน์เนอร์กับบริษัทที่เชื่อมันในวิสัยทัศน์ของเขา Tomamichel พูดถึงปรากฏการณ์นี้ว่า “จุดจบของ Nike กับ Kanye เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของ adidas ซึ่งทำให้บริษัทกลับมาคืนชีพได้อีกครั้ง ถ้าเกิดว่าไม่มีความขัดแย้งระหว่าง Nike กับ Kanye ตั้งแต่ต้น เราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นการเกิดใหม่ของ adidas อย่างทุกวันนี้ก็ได้”

ถ้ามองในระยะยาว Air Yeezy 2 ก็ยังคงเป็นตำนานหนึ่งบทที่ยิ่งใหญ่ของ Nike อยู่ดี ข่าวคราวการแตกหักของทำสองฝั่งก็ไม่ได้สร้างผลกระทบให้กับความนิยมของตัวรองเท้าเลย ซีรี่ย์ Air Yeezy กลายเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์แห่งวงการรองเท้า การที่ Kanye แยกทางกับ Nike ทำให้ตัวรองเท้านั้นเหลือจำนวนที่เรียกได้ว่าจำกัดจริงๆ เพราะว่ามันไม่สามารถถูกผลิตออกมาได้อีกแล้ว มันจึงกลายเป็นรองเท้าในฝันของนักสะสมทุกคนที่พร้อมจะจ่ายสูงถึงหลักพันดอลล่าร์ เพียงเพื่อแค่ให้ได้มันมาครอบครอง

เหนือสิ่งอื่นใด Air Yeezy 2 ก็จะถูกจดจำในฐานะปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่แห่งวงการสนีกเกอร์ และเปิดทางเข้าสู่กลยุทธ์ใหม่ๆสำหรับแบรนด์ต่างๆ Kanye ในตอนนั้นก็เป็นหนึ่งในแร็ปสตาร์ที่ดังที่สุดในโลก ส่วน Nike ก็กำลังอยู่ในช่วงพีค ถ้าเกิดว่า Nike กับ Kanye ยังคงร่วมงานกันอยู่ Nike อาจจะยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ว่าวัฒนธรรมสนีกเกอร์อาจจะเแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงก็เป็นได้ แต่ว่าในที่สุดมันก็เป็นเรื่องก็ไม่มีใครรู้เลย อย่างไรก็ตาม ตำนานระหว่าง Nike และ Kanye ก็จะยังเป็นที่จดจำไปอีกนาน รวมถึงตำนานบทใหม่กับ adidas ที่ประสบความสำเร็จอย่างเทน้ำเทท่า ไม่แพ้กับที่ Kanye ได้ทำไว้กับ Nike เลย

Reference: Complex

Share:
On Key

Related Posts

WEEKLY RADAR / OCTOBER-01

ต้อนรับเดือนตุลาคมแบบประจบเหมาะกับลิสต์ไอเทมน่ากดประจำสองสัปดาห์ คัดมาให้แบบหลากหลายทั้งสาย Active,

WATCHA GONNA ดู

[FULL VIDEO] BEHIND THE CURTAIN: เบื้องหลังเพลงสุดไวรัลจากปลายปากกาของ⁠ SAUCE BKK

“ผมอะเป็นคนแรกแต่ทำไมเธอให้เป็นที่สอง ที่บ้านเป็นพี่คนโตแต่เธอให้เป็นแค่น้อง สายตาเธอมันฟ้อง ว่าฉันคงดีไม่พอ ป่ะป๊าหม่าม้าบอกไว้ว่าเป็นผู้ชายน่ะไม่ต้องร้อง”

Read More >
PDPA Icon

We use cookies to improve the performance and experience of using our website. You can find more details at Privacy Policy and manage your privacy settings by clicking Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary cookies
    Always Active

    Necessary cookies are essential for the functioning of the website, allowing you to use and browse the site normally. You cannot disable these cookies in our website's system.
    Cookies Details

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    Cookies Details

Save