นี่คือสาเหตุที่ทำไมแบรนด์ใหญ่ ๆ ทั้งหลายถึงร่วมมือกับ Uniqlo แทนที่จะขายเสื้อผ้าด้วยตัวเอง !?

“Just Do It” คือสโลแกนใสตำนานที่มีมาอย่างยาวนานและขึ้นชื่อว่าเป็นโควทสุดคลาสสิคที่เปลี่ยนโฉมแบรนด์ Nike ไปตลอดกาล ซึ่งผู้ที่บัญญัติสโลแกนดังกล่าวนี้ขึ้นมาคือผู้กุมบังเหียนของแบรนด์ Fast Fashion ยักษ์ใหญ่แดนปลาดิบในปัจจุบันของ Uniqlo อย่าง "John C Jay" ผู้ที่นำปรัชญาแนวคิดที่อ้างอิงจากความเป็นจริงบนโลกและมันสมองแห่งความคิดสร้างสรรค์ของเขามาปรับใช้ซึ่งแปลงโฉมแบรนด์ Nike ไปตลอดกาล แต่ในครั้งนี้ที่เราจะพูดถึงคือความเปลี่ยนแปลงของ Uniqlo ที่เริ่มตั้งแต่ปี 1997 ด้วยฝีมือของเขา ซึ่งบรรลุเป้าหมายของแบรนด์ที่ระบุไว้ว่าจะเป็นที่หนึ่งของ Fast Fashion Retailer โดยเริ่มจากการครองตลาดในญี่ปุ่น และใช้ระยะเวลาไม่นานในการครอบครองหัวใจผู้บริโภค ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นจากชายคนนี้ "John C Jay"

ด้วยร้านค้ากว่า 1,300 สาขาทั่วโลก ใน 15 ประเทศ ก็สามารถพูดได้อย่างไม่กระดากปากว่าผู้ก่อตั้งอย่าง Tadashi Yanai ได้เดินทางมาถึงจุดที่เขาหมายมั่นไว้ได้อย่างสวยหรู กับความพยายามที่จะเผยแพร่อิทธิพลและแนวทางในความเป็น Uniqlo ให้ผู้คนทั่วโลกได้สัมผัสกันมากที่สุด และจุดแข็งของแบรนด์ไม่เพียงแต่การขายสินค้าคุณภาพพรีเมียมในราคาที่ยอมรับได้แก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่มันคือการพยายามเชื่อมต่อกับ "เทรนด์" อย่างเท่าทันโลกด้วยคอลเล็คชั่นที่เกิดจากการ Collaboration ผ่านศิลปินดีไซน์เนอร์มากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็น KAWS , NIGO ,  Pharrell Williams , UNDERCOVER , หรือแม้กระทั่งจิตรกรชื่อดังอย่าง Jean-Michel Basquiat

แต่สิ่งที่พวกเราสงสัยคือ "ทำไมแบรนด์เหล่านี้ถึงไม่ลงทุนผลิตเสื้อผ้าของตัวเองขายแทนที่จะต้องไปพึ่งพาแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Uniqlo ?" คำตอบเชิงสุภาษิตไทยของคำถามข้อนี้ก็ง่ายนิดเดียวคือ "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า" นั่นเอง

John C Jay ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศิลปินที่มีฝีมือและประสบการณ์ แต่เขาคือพ่อค้าหัวไวที่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "ธุรกิจ" ได้เป็นอย่างนี้ ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากมากสำหรับเหล่าศิลปิน เขาเข้าใจทั้งความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินในแต่ละตัวบุคคล เข้าใจในอุดมการณ์ และ สิ่งที่นักออกแบบต้องการจะสื่อ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจว่า "กำไร-ขาดทุน" คืออะไรในโลกของเศรษฐศาสตร์ (โดยเฉพาะบนตลาดโลกที่เป็นสนามการแข่งขันยักษ์ใหญ่) และในวันนี้ถือเป็นโอกาสสุดพิเศษที่ทางเราจะได้นั่งคุยกับ John C Jay และแนวทางในการขับเคลื่อน Uniqlo ของเขา กับบทสัมภาษณ์ข้างล่างนี้ …

ช่วยเล่าการเดินทางของคุณกับ Uniqlo ในแบบสั้น ๆ ให้ทางเราฟังหน่อยได้ไหมครับ ?

"สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องราวที่ว่านี้คือการพบกันระหว่างพบกับ Tadashi Yanai ในช่วงปี 1997-1998 มันเริ่มจากการที่แบรนด์ Uniqlo ยังไม่มีร้านค้าของพวกเขาในโตเกียวเลยด้วยซ้ำ และวันนั้นผมต้องขึ้นไฟลท์บิรสองชั่วโมงเพื่อเดินทางไปพบเขาที่เมือง Yamaguchi ซึ่งเป็นการพบปะเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับคอลเล็คชั่นในตำนานอย่าง “Fleece Campaign” ซึ่งผมดีใจเหลือเกินที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคอลเล็คชั่นประวัติศาสตร์ของแบรนด์ดังกล่าวนี้ และหลังจากนั้นออฟฟิศของ Wieden+Kennedy ก็ได้เปิดทำการที่โตเกียวโดยที่ผมเป็นคนดูแล แต่สิ่งที่ผมรู้สึกแย่ในตอนนั้นคือการขยายสาขาของ Wieden+Kennedy ในญี่ปุ่นเกิดขึ้นเพียงเพื่อติดต่อกับลูกค้าชาวต่างชาติในญี่ปุ่นเท่านั้น ไม่ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อการติดต่อกับชาวญี่ปุ่นเลยแม้แต่น้อย ผมรู้สึกว่านั่นเป็นการลบหลู่คนญี่ปุ่นอยู่พอสมควร ซึ่งหลังจากนั้นผมและ Tadashi Yanai ก็ได้ติดต่อพูดคุยกันถึงปัญหาดังกล่าวอยู่เรื่อยมาและ 18 เดือนต่อมาหลังจากเหตุการณ์เหล่านั้น ผมก็ทำงานให้กับ Uniqlo"

คุณคิดว่าการเปลี่ยนแปลงทางการตลาดของแบรนด์ Uniqlo เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

"อันดับแรกเลยผมคิดว่าทุก ๆ แบรนด์มีการพัฒนาทั้งหมด ซึ่งสิ่งแรกที่เราพยายามทำคือการป่าวประกาศจุดแข็งและอัตลักษณ์ของแบรนด์เราให้ชาวญี่ปุ่นได้รู้ ซึ่งแนวคิดหลัก ๆ มาจากความเป็นประชาธิปไตย เพราะการทำงานของพวกเรามันเริ่มจากจุดที่เล็กมาก ๆ อย่างการบริหารจัดการงานในองค์กรณ์ แต่ในขณะเดียวกันในช่วงเวลานั้นเสื้อผ้าสวมใส่ง่ายอย่างแนว Casual ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้คนทุกเพศทุกวัยเหมือนในทุกวันนี้ เพราะในตอนนั้นเสื้อผ้าแนว Casual ดูเหมือนเป็นเสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับคนหนุ่มสาวเท่านั้น นั้นคือที่มาของคำถามที่อยู่ในหัวผมว่า "ทำไมมันถึงเป็นเสื้อผ้าสำหรับคนหนุ่มสาวเท่านั้นละ ?" และสิ่งที่เราแสดงออกคือสปอตโฆษณาทีวีความยาว 30 วินาที ที่ผมและ Tadashi Yanai ได้นำเสมอมันในรูปแบบของสปอตภายใต้คอนเซปท์ที่ว่า "30 วินาทีต่อวันในการพูดว่าวันนี้คุณเจออะไรมาบ้าง" ด้วยโฆษณาบนขอทีวีแบบพื้นสีขาวว่างเปล่าความยาว 30 วินาที ไอเดียของพวกเราในตอนนั้นนี่ถือได้ว่าเป็นลูกบ้าแบบสุดเหวี่ยง แต่ทั้งผมและ Tadashi Yanai ต่างเป็นพวกรักในความเสี่ยงและพบเจอกับมันมาตลอดชีวิต นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจของแบรนด์ Uniqlo"

เพราะอะไร Uniqlo ถึงได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ?

"มันเกิดขึ้นก่อนที่จะมีคำคำนึงที่สามารถจะนิยามในสิ่งที่เราทำได้ขึ้นมาเสียอีก และคำนั้นคือคำว่า "Life Wear" ซึ่งเราทำกันมาอย่างช้านานแต่เราไม่เคยมีคำนิยามสำหรับมันได้เลยเสียที ก่อนหน้านี้เราอาจจะใช้คำว่า "Made for all" เป็นหัวใจหลักในการนิยามคำคำนี้ นั่นหมายความว่าเรามุ่งเป้าในการผลิตเสื้อผ้าที่ใส่ได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เพศอะไร หรือวัยไหน เราไม่ได้เริ่มจากการที่ทำให้มันได้รับความนิยมขึ้นมาเพราะว่ามีดาราหรือเซเลปบริตี้คนใดคนหนึ่งสวมใส่มัน เราทำเสื้อผ้าสำหรับทุกคน ซึ่งแนวคิดนี้ก็เริ่มต้นขึ้นมาจากการที่เรา "นับถือ" ในทุก ๆ คน

เริ่มแรกที่เราประสบความสำเร็จก็เพราะว่าเรานับถือในตัวรสนิยมของคนทั่วไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และอย่างที่สองเลยคือเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เรียกว่า "เสื้อผ้าลำลอง" (Casual Clothing) ธรรมดา สิ่งที่เราทำคือเสื้อผ้าลำลองที่มีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นอยู่เต็มเปี่ยม แน่นอนว่าเสื้อผ้าลำลองเริ่มต้นขึ้นจากประเทศในแถบตะวันตก (โดยเฉพาะในอเมริกา) ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด เพราะมันไม่สำคัญหรอกว่าใครเป็นคนคิดค้นมันขึ้นมาก่อน คนที่ทำมันได้ดีที่สุดต่างหาก ที่จะกุมกุญแจแห่งความสำเร็จในการค้า

และรายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ "นวัตกรรม" (Innovation) เพราะนี่คือความเป็นญี่ปุ่นอย่างสุดซึ้ง ญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่มีความพัฒนาในเชิงนวัตกรรมอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า DNA แห่งความคิดสร้างสรรค์และการแข่งขันไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของพวกเราอยู่อย่างเต็มเปี่ยม"

ในขณะเดียวกัน Retailers เจ้าใหญ่ ๆ หลายเจ้า ก็ได้พยายามคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อต่อสู้ทางการตลาดแฟชั่นกันยกใหญ่ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ?

ญี่ปุ่นคือประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีในการผลิตสิ่งทอ ในเรื่องของความก้าวหน้าในทางเทคโนโลยีการผลิตและคุณภาพของผ้า ประเทศของเราไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะเราเป็นชาติแรกที่นำเอาเทคโนโลยีและเรื่องของคุณภาพเนื้อผ้ามาใส่ในงานแฟชั่น แต่เราไม่ได้ทำให้เทคโลยีที่ล้ำสมัยเหล่านี้จับต้องไม่ได้สำหรับคนธรรมดา และนั่นทำให้เทคโนโลยีตัวเก่งของเราอย่าง Heat Tech หรือ Airism ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เป้าหมายเราไม่ใช่แค่ฟังก์ชั่นในการใช้งาน เป้าหมายของเราคือการผลิตเสื้อผ้าสำหรับทุกคน

อะไรคือเคล็ดลับของ Uniqlo ที่สามารถผนวกความเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างจากทั่วโลกกับความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว ?

"เราทำการบ้านกันอย่างหนักหน่วงในการ Research เกี่ยวกับท้องที่และศิลปะในทุกรูปแบบทุกแขนง ซึ่งในระหว่างที่เราค้นหาทรัพยากรทางปัญญากันอย่างบ้าพลัง และในระหว่างที่เราเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างอ่อนน้อมถ่อมตนเราก็จะพบแนวทางที่ใช่ในระหว่างการค้นหานั้น ๆ นั่นเอง โดยก่อนที่เราจะทำการบ้านเราก็จะตั้งคำถามกว้าง ๆ ในหนึ่งประโยคว่า "อะไรคือความโดดเด่นของตลาดเหล่านั้น" หรือ "อะไรคือหัวใจสำคัญของผลงานจากศิลปินคนนี้" แนวทางทั้งหมดนี้มาจากบทสนทนาระหว่างผมกับ Yanai ในการพบกันครั้งแรกของที่ผมถามเขาว่า "ใครคือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา ?" ซึ่งเขาตอบกลับมาด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า "อ๋อ … เราจะทำเสื้อผ้าสำหรับทุกคน" ผมเครียดอยู่หลายวันเลยหลังจากที่เขาตอบผมมาอย่างนั้น นั่นแหละคือสาเหตุที่ทำไม KAWS ถึงมาร่วมงานกับเรา ทำไม NIGO ถึงมาร่วมงานกับเรา เพราะเราใส่ใจทุกคน ทุกความแตกต่าง ทุกวัฒนธรรม เราเชื่อว่าทุกคนอยู่ร่วมกันได้"

ทุกวันนี้องค์กรณ์ของคุณก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดในการเข้าถึงผู้คนทุกรูปแบบ แล้วคุณจะต่อยอดความสำเร็จของคุณต่อไปอย่างไร ?

"ผลิตเสื้อผ้าคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นไปอีกและต่อ ๆ ไป ยกตัวอย่างเช่น Uniqlo Sport ที่มีจุดเริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งมันยากมากเหมือนกับการค้นหาเสื้อผ้าที่ใช้ในตู้เสื้อผ้าขนาดยักษ์สุดรกในบ้านของคุณ เราไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่า "เสื้อผ้ากีฬา" ที่เราต้องการจะสื่อนั้นเป็นเสื้อผ้าของนักกีฬาประเภทใด และท้ายที่สุดสิ่งที่เราได้มากับการทำการบ้านอย่างหนักหน่วงคือเสื้อผ้ากีฬาที่สามารถสวมใส่ได้ทุกสถาณการณ์ ใส่อยู่บ้านก็ได้ ใส่ออกกำลังกายก็ได้ ใส่ไปทำงานก็ยังได้ นี่แหละคือความเปลี่ยนแปลงที่เราทำให้กับโลกใบนี้ ทุกอย่างบนโลกนี้กำลังจะกลายเป็น "Life Wear" เพราะเรามีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำความฝันยิ่งใหญ่นี้ให้เป็นจริง"

Uniqlo ได้ร่วมงาน Collaboration กับเหล่าศิลปินทั้งในกระแสและนอกกระแส ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และคุณมีบรรทัดฐานอะไรในการคัดเลือกศิลปินที่มาร่วมงาน ?

"อย่างแรกเลยในแวดวงศิลปะคุณไม่สามารถบอกได้หรอกว่าอะไรคือศิลปะที่กำลังมาแรง อะไรอยู่ในกระแสหรือนอกกระแส คุณไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เพราะมิฉะนั้นโลกใบนี้จะไม่มีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกเลย และสิ่งที่ทำให้ศิลปินไว้วางใจในองค์กรณ์ของเราคือ "ความเชื่อใจ" ที่เรามีให้กับพวกเขา ดังนั้นเราจึงได้รับความเชื่อใจดังกล่าวที่ว่านี้กลับมาเช่นกัน ในฐานะที่ผมก็เป็นศิลปินคนหนึ่ง ผมเข้าใจกับการที่เราจะถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ออกมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และที่ผมทำคือการสนับสนุนพวกเขาได้อย่างเต็มที่ เวลาทำงานผมมักจะคิดในทำนองว่า "มีอะไรที่เราช่วยให้เขาทำงานได้อย่างเต็มที่บ้างนะ ?" หรือไม่ก็ "ทำยังไงดีให้ศิลปินคนนี้ถ่ายทอดผลงานออกมาได้อย่างสบายใจ ?"นั่นคือสิ่งที่ผมทำ ผมไม่ได้ทำงานชิ้นนี้เพื่อการบังคับให้พวกเขาทำในสิ่งที่ผมทำ ผมทำเพื่อที่จะให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายที่เขาต้องการ นี่แหละทางของผม"

 

Source : HYPEBEAST

Share:
On Key

Related Posts

WEEKLY RADAR / OCTOBER-01

ต้อนรับเดือนตุลาคมแบบประจบเหมาะกับลิสต์ไอเทมน่ากดประจำสองสัปดาห์ คัดมาให้แบบหลากหลายทั้งสาย Active,

WATCHA GONNA ดู

[FULL VIDEO] BEHIND THE CURTAIN: เบื้องหลังเพลงสุดไวรัลจากปลายปากกาของ⁠ SAUCE BKK

“ผมอะเป็นคนแรกแต่ทำไมเธอให้เป็นที่สอง ที่บ้านเป็นพี่คนโตแต่เธอให้เป็นแค่น้อง สายตาเธอมันฟ้อง ว่าฉันคงดีไม่พอ ป่ะป๊าหม่าม้าบอกไว้ว่าเป็นผู้ชายน่ะไม่ต้องร้อง”

Read More >
PDPA Icon

We use cookies to improve the performance and experience of using our website. You can find more details at Privacy Policy and manage your privacy settings by clicking Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary cookies
    Always Active

    Necessary cookies are essential for the functioning of the website, allowing you to use and browse the site normally. You cannot disable these cookies in our website's system.
    Cookies Details

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    Cookies Details

Save