Soul4Street Interview: Muebon “street philosopher” ปรัชญาบนถนน

" เราเชื่อว่า ศิลปะคืออาวุธทางความคิดที่สวยงาม มันไม่ฆ่าคน แต่มันจะเปลี่ยนคน "

                    เชื่อว่าคงมีใครหลายคนเคยเดินผ่านตามท้องถนนแล้วสังเกตเห็นสติ๊กเกอร์กระดาษลายหัวกะโหลกที่มีหูเหมือนมิกกี้เม้าส์แปะอยู่ตามผนังตึกต่างๆ สองข้าง ทาง แล้วเห็นว่าเป็นผลงานสติ๊กเกอร์ของศิลปินสตรีทอาร์ทสักคนหนึง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเบื้องหลังของงานสติ๊กเกอร์บอมบ์นั้นล้วนเต็มไปด้วยคำคม ข้อคิดและปรัชญาเชิงลึกที่วิพากษ์สังคมไทยในปัจจุบัน

                     Muebon (มือบอน) ศิลปินสตรีทอาร์ทชื่อดังที่เพิ่งจัดงานปิด Muebon First Solo Exhibition ไปเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายนนี้ ได้ให้โอกาส Soul4Street สัมภาษณ์มุมมองของเขาที่มีต่อศิลปะและความคิดของที่มีต่อสังคมมาให้ชาว Soul4Streetได้อ่านกันที่นี่ที่เดียว ถึงแม้ว่าเราจะได้พบกันเป็นครั้งแรกแต่ด้วยความเป็นกันเองของบอนทำให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

 

                    หลังจากที่ได้เห็นผลงานซนๆของผู้ชายหน้าลิงคนนี้มาหลายครั้งแล้ว คงไม่แปลกใจที่ทุกคนต่างเรียกขานเขาว่ามือบอน หลายคนอาจจะสงสัยเหมือนกับเราก็ได้ว่าจริงๆแล้วมือบอนนี่มีชื่อเล่นจริงๆเหมือนอย่างคนธรรมดาๆหรือเขาไม่

                    " จริงๆแล้วเราแม่เราตั้งชื่อเราว่า บอล แบบลูกฟุตบอล นี่แหล่ะ แต่พอเราเริ่มเข้ามาในวงการ graffiti เนี่ยเราก็อยากมีชื่อเล่น หรือ นามปากกาบ้าง เราก็เลยเปลี่ยนเป็นชื่อ บอน (Bon ) (ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ดี) หรือแปลแบบไทยๆว่า คัน แบบมือบอนอย่างงี้ มันก็บาลานซ์ดี แล้วเราก็ทำงานในเครือข่ายที่เป็นสากล เราก็เลยเล่นระหว่างความเป็นไทยกับความเป็นต่างประเทศ "

                    ถึงแม้บอนจะหลงใหลในวัฒนธรรมแบบ graffiti แต่บอนกลับเลือกที่จะใช้ตัวอักษรไทยในการเขียนภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะรักษาอัตลักษณ์ของตนเองเอาไว้ บอนให้อธิบายกับเราว่า

                    " ตัวเราเองได้รับอิทธิพลมาจาก graffiti แต่เราไม่ได้อยากเป็น graffiti เราแค่อยากสร้างผลงานศิลปะ เราเลยเลือกใช้ tag แบบ graffiti แต่เราเขียนเป็นภาษาไทยแทน เพราะเรารู้สึกว่า เด็กๆบ้านเรา น้องๆ หรือแม้กระทั่งเพื่อนๆที่ชอบ graffiti ก็จะเขียนภาษาฝรั่งหมดเลย เราควรจะหาจุดเชื่อมโยงให้ภาษาเราไม่ตายด้วยหรือเปล่า เราเลยนำมาผสมผสานกันเพื่อให้มันมีกลิ่นที่รู้สึกถึงความเป็นไทย

                    อย่างชื่อเราเองเนี่ย ถ้าดูจาก tag เรา เวลาฝรั่งอ่านเนี่ย เขาจะอ่านว่า บอน แต่คนไทยเขาจะอ่านว่า ยอญไง เพราะเราเขียนตัว B แล้วมันเหมือน ย กลับหัว เพราะฝรั่งถ้าบอกเขาว่านี่คือภาษาไทยเขาก็จะอ่านไม่ออก แต่ถ้าบอกว่านี่คือภาษาอังกฤษ เขาก็จะรู้เลยว่านี่ Bon บอน เราพยายามสร้าง visual หลอกตาคนไง

                    เราพยายามทำอะไรที่มันหวานเพื่อเคลือบแมสเสจสิ่งที่มันขมกว่า (sugar coated) เหมือนงานสติ๊กเกอร์ของเราที่เราได้แนวคิดมาจากปรัชญาเรื่องการระลึกถึงความตาย ที่ที่ทำให้เรามองเห็นสันติภาพ เราก็เลยเอาสัญลักษณ์ของสันติภาพและรูปหัวกะโหลกมาครอบไว้ มาวางซ้อนกัน แล้วเราก็ดึงเส้นหลักมันออก เพื่อที่เวลาเราคิดถึงความตาย เรามองมัน เราถึงจะเห็นเครื่องหมายสันติภาพ 

                    เราคิดว่าจะต้องเอางานชิ้นนี้ออกไปติดตามถนน มันเป็นเรื่องยากที่จะเอากะโหลกไปติดตามถนนแล้วให้คนเขารู้สึกอินไปด้วย เราก็เลยใส่วงกลมลงไปบนหัวมัน ให้มันมีลักษณะเหมือนหมี หรืออะไรก็ได้ที่ดูน่ารัก ตรงตามกับที่เราเคยบอกไว้ว่า เวลาเราทำอะไรเราจะเคลือบน้ำตาลไว้ตลอด เราจะมีข้อความที่เป็นยาไว้ แล้วเราก็เอามันไปแปะทั่ว เพราะเราเชื่อว่าวิธีคิดแบบนี้จะทำให้โลกเราดีขึน สงบสุขกว่าที่เราจะมาเห็นป้ายโฆษณาทุกวัน กว่าที่เราจะอยากมีผิวขาวทุกวัน หรืออยากมีกล้ามใหญ่ทุกวัน มันจะพยายามปลูกฝังให้เราอยากมีอยากได้ทุกวัน เราก็คิดว่าพื้นที่ตรงนั้นควรจะเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ส่งความรู้สึกดีๆหรือความคิดดีๆให้กับผู้คนมากกว่าหาผลประโยชน์จากผู้คน " 

เมื่อก้าวเข้ามาในบริเวณชั้น 1 ของนิทรรศการ เราจะพบกับผลงานศิลปะบนผ้า canvas ขนาดใหญ่อยู่หลายภาพด้วยกัน ในแต่ละภาพนั้นล้วนมีความสวยงามแตกต่างกันไป แต่มีภาพๆหนึ่งที่ติดใจเรามากก็คือภาพหน้าลิงห้าตาคาบบุหรี่ไว้ในปาก เรารู้สึกว่าภาพนี้มีอะไรแตกต่างออกไป เมื่อเราเข้าไปดูใกล้ๆเราจึงสังเกตุเห็นว่าภาพนี้ถูกจองไว้แล้ว เราจึงถามว่าภาพนี้ถูกจองแล้วหรือ บอนก็บอกว่าเราเข้าไปอธิบายที่มาที่ไปขอผลงานชิ้นนี้ให้เขาฟังจนเขาตัดสินใจซื้อเลย (ขำ) เราเลยขอให้บอนอธิบายที่มาของผลงานชิ้นนี้ให้เราฟังอีกทีหน่อยว่ามีอะไรพิเศษซ่อนอยู่ในภาพนี้บ้าง

                    " ภาพนี้สื่อถึงการที่เราประชาชนโดนสื่อหลอมรวม จริงๆตอนแรกเราอยากให้ภาพนี้แสดงอยู่อีกห้องนึงนะ จะปลูกต้นกัญชาไว้ด้วย ตอนนี้เราอยากพูดถึงกฎหมายบุหรี่ คือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนี่ย กัญชาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ชาวบ้านก็ปลูกกัญชา เพื่อเอาเส้นใยไปทำเสื้อผ้าให้กับทหารที่ไปรบช่วงสงครามโลก ตอนหลังเมื่อบริษัทบุหรี่ใหญ่ๆ เช่น Marlboro ขึ้นมาเป็นนักการเมือง พวกเขาก็ร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่เพื่อทำให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนปลูกยาเส้น(บุหรี่) แทน แล้วเลิกสูบกัญชามาสูบบุหรี่แทน ทั้งๆที่กัญชากับเหล้าก็ไม่ได้มีคุณสมบัติต่างกัน ทำให้เมาได้เหมือนกัน แต่เหล้าทำลายสังคมมากกว่า คนเมาขับรถชนแม่ผม คนเมาแทงเพื่อนผม แล้วเพื่อนผมก็เมาไปแทงคนอื่น ไม่มีใครเมากัญชาเลย ทุกคนเมาเหล้าหมดเลย แล้วทำไมสังคมยังให้เหล้าถูกกฎหมายแล้วให้กัญชาผิดกฎหมาย ก็เพราะว่ามันมีบุหรี่ มันมีทุนแอบแฝง

                    ในภาพจะเห็นว่าลิงสูบบุหรี่อยู่แต่ไม่มีควันออกมาจากบุหรี่ ทุกอย่างในภาพนี้เหมือนโดนหลอกแล้วลิงมีตาทั้งหมด 5 ดวง มันก็ดูเหมือนหลอกลวง เมาๆ คือเราไม่ต้องการให้คุณมาเข้าใจความหมายขนาดนั้น แต่เรามีความหมายนะ จริงๆแล้วเราอยากให้คนมีความสุขกับการมองภาพมากกว่า "

ในขณะที่เรากำลังเดินชมผลงานในชั้นที่ 2 อยู่นั้น เราก็เหลือบไปเห็นรูปปั้นเป็นคนที่มีหัวเป็นรูปทีวีกำลังแสยะยิ้มที่ถูกวางไว้กลางห้อง ด้วยความสนใจเราจึงถามบอนว่าเจ้าตัวรูปปั้นตัวนี้มันคืออะไร แล้วมีความอย่างไร เพราะถ้าหากสังเหตุให้ดีแล้วเจ้ามนุษย์ครึ่งคนครึ่งทีวีตัวนี้นั้นถือเป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์หลักที่ปรากฎอยู่บ่อยครั้งในผลงานของบอน

                    " ในงานของเราจะมี ทีวีแมนที่แสดงถึงยิ่งใหญ่ สามารถทำให้ทุกคนเชื่อ เหมือนเป็นชนชั้นสูงสุดในสังคม   รองลงมาก็เป็นคน ส่วนภาพวาดที่เป็นผู้หญิงก็จะลงมาอีกระดับนึง เหมือนดาราเป็นชนชั้นที่มีหน้าตาในสังคม แล้วก็ลงมาเป็นลิงที่เหมือนชนชั้นพ่อค้า นายทุน แล้วก็ลงมาเป็นคนที่มีหน้ากาก สุดท้ายก็เป็นพวกสัตว์ต่างๆ พวก นก อะไรแบบนี้

                    ส่วนพวกงานต่างๆในห้องอื่นที่เป็นพวกคนบนแผ่นไม้กับสังกะสีก็เปรียบเสมือนคนทั่วไปที่ได้รับอิทธิพลจากสื่อจนบูดเบี้ยวไปหมดมีการปรุงแต่ง เอานู่นเอานี่ เอาแฟชั่นมาผสมกันจนไม่เป็นมนุษย์ ไม่เป็นตัวของตัวเอง มันก็คือผลกระทบที่เราได้รับจากการเสพสื่อ ที่ทำให้เราอยากเป็นแบบนั้น อยากได้แบบนั้น อยากใช้แบบนั้น

                    จริงๆแล้วเราไม่ได้เป็นมนุษย์กัน 100% นะ เราพยายามเอาเสื้อผ้า ทุกอย่าง มาสร้างใหม่ เหมือนในยุคอินเดียนแดง หรือยุคคนป่า ที่พยายามเอาสัตว์มาเสริมเติมแต่ง เช่น หัวหน้าเผ่าก็ต้องแต่งเป็นสิงโต หรือเป็นผู้หญิงที่สวยงามก็ต้องเป็นหน้ากวาง มีขนนกประดับเราก็เลยทำแบบนี้เหมือนกัน เพราะเราเองก็ไม่เคยวาดมนุษย์แบบปกติ เพราะมนุษย์มันไม่ปกติไง "

เท่าที่ฟังมางานคุณบอนส่วนมากจะเป็นงานสื่อถึงอิทธิพลด้านลบของสื่อที่มีต่อมนุษย์ใช่ไหมคะ?

                    " ตอนเด็กๆเราอยากกิน pepsi เราอยากกิน  sprite เราบอกแม่ให้ซื้อให้กินหน่อย พอโตขึ้นเราก็มาถามตัวเองว่าทำไมเราถึงอยากกินของพวกนี้ เราก็มาคิดได้ว่าก็เพราะเราเห็นมาจากโทรทัศน์ จากโฆษณา มันน่ากิน แล้วเราก็ชอบกินมัน จนเรามารู้ตัวอีกที ฟันเราก็หายไปหมดแล้ว มันทำร้ายฟันเรา เห็นมั้ยว่าเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรเป็นผ้าขาว  กลับโดนสื่อมอมเมาให้เราอยากมี อยากกิน อย่างแม่เราตอนเด็กๆก็ไม่เคยได้กินก็ยังมาอยู่มาได้เลย ซึ่งจุดนี้เลยเป็นจุดที่ฝังใจ พอโตขึ้นเราก็มาคิดว่าเรากลายมาเป็นคนแบบนี้ได้อย่างไร มีบุคลิกได้อย่างไร เรามีความรักได้อย่างไร ทำไมเราต้องรักคนอื่น ทำไมต้องเสียใจอกหัก ก็เพราะมันมาจากเพลงไง เพลงมันมามอมเมาปลูกฝังเรา ทั้งๆที่เรามีความรักที่แท้จริงจากแม่อยู่แล้ว แล้วทำไมเราจะต้องมาคอยเฝ้าเสียใจเพราะผู้หญิงคนอื่นด้วย ก็เพราะเพลงไง เพราะดนตรี เพราะสื่อ เพราะโทรทัศน์ เพราะละครที่มาปลูกฝังคุณค่าความรักแบบนี้ให้เรา

                    เราไม่บอกว่าสื่อไม่ดี เราแค่กำลังบอกถึงปัญหาว่าสื่อมันมีอำนาจต่อสังคมมาก พวกคุณจะทำอะไร ช่วยคิดกันให้หนักๆด้วย ถ้าพวกคุณปลูกฝังผมด้วยรายการ TV Champions หรือสื่อที่มีคุณภาพ ให้ผมมีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักทำอะไรด้วยตัวของตัวเองตั้งแต่เด็กๆ ผมก็โตมาแบบมีคุณภาพ นี่ผมก็โตมาแบบคุณภาพที่คุณให้ผมตอนเด็กๆ ให้ผมดูละครน้ำเน่า ผมมีเพื่อนที่ไม่มีใครมีบ้านแบบในละครสักคน สื่อสอนให้ทุกคนอยากเป็นมากกว่าสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่มีใครบอกว่ามึงเป็นลูกชาวนามึงจงเป็นลูกชาวนาที่ดีและจงเป็นชาวนาที่ดี ไม่มีใครบอกให้ลูกชาวนาต้องเรียนหนังสือแล้วเข้ามาทำงานในกรุงเทพ เพราะระบบการศึกษาใช้เป็นที่ผลิตผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาเป็นฟันเฟืองในระบบทุน ไม่ได้สร้างมนุษย์ให้เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งเรามองเห็นปัญหาในจุดนี้ของสังคม เราเลยต้องการตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ "

                     เมื่อเดินขึ้นไปบนชั้น 3  ของงานนิทรรศการจะพบกับผลงาน collaboration ที่บอนทำร่วมกับเพื่อนๆศิลปินแนวสตรีทอาร์ท ซึ่งผลงานที่นำมาจัดแสดงนั้นล้วนสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่บอนมีต่องานศิลปะแบบ graffiti บอนบอกกับเราว่าการทำงานศิลปะของเขานั้นเป็นการทำลายอัตตา คือการทำงาน ของศิลปินสมัยก่อนนั้นศิลปินต้องโชว์ความเป็นอัตตาของตัวเอง คนอื่นห้ามมาบดบังความเป็นตัวของตัวเอง แต่ปัจจุบันการทำงานศิลปะ บอนเชื่อว่าทุกอย่างคือการแชร์ เขาไม่ได้ทำงานศิลปะตามแบบ graffiti บอนเล่าให้ฟังว่า graffiti ก็คือการเอา ego ไปวางไว้ที่กำแพง

                    " ชื่อกูตัวกูของกู มึงห้ามยุ่ง ที่ของกูอยู่ตรงนี้ มึงห้ามแตะ จงรับรู้ไว้ซะ " ซึ่งบอนคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันคือความสุดโต่งของศิลปะ graffiti ในขณะที่ตัวเขาเองนั้นชอบที่จะศึกษาและพัฒนาตนเอง บอนมีความเชื่อว่าเขากำลังทำงานศิลปะเพื่อแชร์กับผู้คน "

                    โดยผลงานศิลปะที่เราเห็นในชั้นนี้นั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นผลงานที่บอนทำร่วมกับ Alexface ศิลปิน graffiti คู่หูของเขานั่นเอง  บอนเล่าให้เราฟังพร้อมรอยยิ้มว่า

                    " ผมกับ  Alexface เราเป็นเพื่อนกันไง เรารู้จักกันก่อนตั้งแต่เรียนจบกันใหม่ๆ ตั้งแต่ยังง่อยๆอยู่เลย เราพัฒนามาด้วยกัน  เราช่วย  กัน สำหรับคนอื่นทำกำแพงนี้เสร็จก็เสร็จ แต่สำหรับเรา ถ้าผมเสร็จก่อนผมไปทำอีกกำแพงหนึ่งรอเขา พอเขาเสร็จแทนที่เขาจะรอผมเขาก็ไปทำอีกกำแพงหนึ่ง ก็เป็นแบบนี้ไปทุกครั้ง เราไม่ยอมกันไง มันสนุก เพราะเราทำอะไรเหมือนกันทุกอย่าง เราเสพงานเหมือนกัน ดังนั้นเวลาทำอะไรเราจะรู้ทางกัน อย่างกับคนอื่นที่เราไม่ค่อยได้ทำงานด้วย เราก็จะปล่อยให้เขาทำไปเลยแล้วเราก็เข้าไปใส่ของเราทีหลัง "

                    บอนเองก็ทำงานร่วมกับศิลปินมาแล้วหลายท่าน ยังมีศิลปินไทยท่านไหนที่บอนอยากจะทำงาน collab ด้วยแล้วยังไม่มีโอกาสทำอีกบ้างไหมคะ?

                    " มีๆ แต่พอดีตอนนี้เขามี solo exhibition ของเขาอยู่พอดี เขาก็เลยขอ cancel เขาชื่อพี่โหล เขาทำพวกปั้นโมเดลชิ้นเล็กๆ เขาไม่ใช่สาย graffiti เขาเป็นรุ่นพี่เราทุกวันนี้ก็ยังทำงานศิลปะอยู่ ตอนเด็กๆเราเคยคุยกัน แล้วเรามองเขาว่าเป็นอหังการ์มากเขาให้ไฟกับเรา เราอยากได้เกียรติไปร่วมงานกับเขา ซี้กันมาก แต่ไม่เคยร่วมงานด้วยกันสักครั้ง เขาไม่ได้พ่นงานด้วยไงแล้วเขาก็เป็นคนอยู่เงียบๆ เราเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน เลยไม่ได้เจอใครด้วยเราอยากให้เขามาทำในกล่องงานของเรา ข้างหน้าเป็นงานเราแล้วข้างในเป็นงานของเขา แล้วเขาใช้เวลาทำนานไง เขาไม่มีเวลาด้วย เขาก็เลยยังไม่ได้มาทำด้วย "

แล้วถ้าเป็นศิลปินสตรีทอาร์ทต่างชาติล่ะคะ มีใครที่ถ้าเรามีโอกาสแล้วเราอยากทำ collab ด้วย?

                           " เราเองก็ไม่ได้ต้องการทำกับใครเป็นพิเศษด้วย บางคนก็บอกว่าไปทำกับ Banksy เลยสิ (ขำ) แต่จริงๆแล้ว curator คนเก่าของ Banksy ก็มาคุยกับเรานะ ก็ดีลกันอยู่ เพราะเขาจะมาเที่ยวประเทศไทย เขาเลยอยากเอา Banksy มาด้วย ก็อาจจะมีงานอะไรออกมาบ้าง แต่มันเป็นเรื่องของอนาคตนะ "             

                    คงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งถ้าศิลปินสตรีทอาร์ทไทยอย่างบอนจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับสุดยอดมือ graffiti ชื่อดังระดับโลกอย่าง Banksy ในอนาคต ถ้าหากโปรเจคนี้เกิดขึ้นจริง ทีม Soul4Street ไม่พลาดที่จะมาอัพเดตข่าวสารให้เพื่อนๆทราบกันอย่างแน่นอน

                    สำหรับโปรเจคที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้นั้นไม่ใช่แค่เกี่ยวกับงานศิลปะเท่านั้นแต่ยังเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย เมื่อบอนจะเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของเขาภายในปลายปีนี้ โดยรายได้ทั้งหมดจากการขายเสื้อผ้านั้นบอนจะรวบรวมนำไปสร้างมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลน โดยบอนจะเชิญชวนเพื่อนๆศิลปินสตรีทอาร์ทไปร่วมสร้างห้องน้ำให้เด็กๆในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งกิจกรรมนี้นั้นไม่เพียงแต่เป็นการตอบแทนสังคม เพเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงศิลปะให้กับเด็กด้อยโอกาส แต่ศิลปินเองก็ได้เผยแพร่งานของตนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นด้วย

ประโยคสุดท้ายที่บอนฝากไว้กับ Soul4Street ก่อนที่จะลาเราจะกลับไปพร้อมกับสายฝนพรำยามบ่ายก็คือ

                    " อยากแข่งกับกูหรอมึงคิดว่ามึงเจ๋งกว่ากูหรอมึงทำดีให้มากกว่ากูสิ มึงช่วยเหลือคนอื่นให้มากกว่ากูสิ มึงมาแข่งกับกูแบบนี้สิ มึงไม่ต้องมาแข่งกันเด่นหรอก กูไม่อยากเด่น เราอยากให้ทุกคนเกลียดเรา จะได้มาแข่งทำความดีกับเรา แข่งกันทำเพื่อคนอื่น "

แล้วคนแบบนี้มันน่าเกลียดไหมละ

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารของ Muebon ได้ที่

www.souledoutstudios.com

www.facebook.com/Bon.mue?fref=ts

Instagram: muebon

Interview : สุภัชญา แก้วละเอียด ( Supatchaya Kaewla-iad )

Photo : ชวิศ สุพานิชผล ( Chawit Supanichpol ) 

 

 

Share:
On Key

Related Posts

WEEKLY RADAR / OCTOBER-01

ต้อนรับเดือนตุลาคมแบบประจบเหมาะกับลิสต์ไอเทมน่ากดประจำสองสัปดาห์ คัดมาให้แบบหลากหลายทั้งสาย Active,

WATCHA GONNA ดู

[FULL VIDEO] BEHIND THE CURTAIN: เบื้องหลังเพลงสุดไวรัลจากปลายปากกาของ⁠ SAUCE BKK

“ผมอะเป็นคนแรกแต่ทำไมเธอให้เป็นที่สอง ที่บ้านเป็นพี่คนโตแต่เธอให้เป็นแค่น้อง สายตาเธอมันฟ้อง ว่าฉันคงดีไม่พอ ป่ะป๊าหม่าม้าบอกไว้ว่าเป็นผู้ชายน่ะไม่ต้องร้อง”

Read More >
PDPA Icon

We use cookies to improve the performance and experience of using our website. You can find more details at Privacy Policy and manage your privacy settings by clicking Settings

Privacy Preferences

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Necessary cookies
    Always Active

    Necessary cookies are essential for the functioning of the website, allowing you to use and browse the site normally. You cannot disable these cookies in our website's system.
    Cookies Details

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    Cookies Details

Save