ฤดูกาล 2026 การแข่งขัน F1 จะเปลี่ยนแปลงไปและมีสิ่งใหม่ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทีมใหม่ที่เข้ามาแข่งขันของแบรนด์รถยนต์ระดับโลกอย่าง Audi และ Cadillac รวมไปถึงกฎระเบียบใหม่ของรถแข่งที่เน้นพลังงานไฟฟ้ากับเชื้อเพลิงยั่งยืน ทำให้ฤดูกาลนี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่ที่อยากเข้าใจ F1 หรือคนที่อยากดูอย่างจริงจังมากขึ้น เราพร้อมจับมือเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกันกับทุกคน
บทความนี้เราจะเริ่มเล่าถึงทีมและนักแข่งที่ได้รับการยืนยันว่าจะมาร่วมแข่งขันในฤดูกาลนี้ เพราะทุกคนคือกลยุทธ์ที่ทุกทีมหวังจะใช้เผด็จศึกในยุคใหม่ของ F1 เผื่อจะช่วยให้เพื่อน ๆ ที่ยังเลือกไม่ได้ว่าปีนี้จะเชียร์ใคร ได้ปักเมนกันได้ก่อนเริ่มฤดูกาลใหม่ในเดือนมีนาคมนี้
McLaren Mastercard F1 Team
ก่อตั้งในปี 1963 โดย Bruce McLaren นักแข่งชาวนิวซีแลนด์ ผลงานทีมแชมป์โลก 10 สมัย ทีมนี้เคยครองความยิ่งใหญ่ในยุค 80s ถึงช่วงต้นยุค 90s โดยคู่หู Senna และ Prost กับรถแข่ง MP4/4 ที่ชนะเกือบทุกสนามในแต่ละปี หลังจากเผชิญยุคมืดของทีมร่วมทศวรรษจากเครื่องยนต์ที่ไม่สมบูรณ์ พวกเขาก็กลับมาในยุคปัจจุบัน ในฐานะผู้นำที่ทันสมัยและนักแข่งรุ่นใหม่
Lando Norris (No.1) : แชมป์โลก 1 สมัยจากฤดูกาลล่าสุด เด็กหนุ่มที่เข้ามาร่วมทีมตั้งแต่วัย 17 ปีและโตมาพร้อมกับยุคฟื้นฟูของทีม เขาขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์และความมุ่งมั่น ที่เลือกจะปฏิเสธทีมใหญ่หลายทีมและเลือกอยู่ช่วย McLaren ในการพัฒนารถจนกระทั่งคว้าแชมป์โลกได้ทั้งประเภทนักแข่งและทีมในปี 2025
Oscar Piastri (No.81) : นักแข่งชาวออสเตรเลียที่แฟน ๆ เรียกเขาว่าอัจฉริยะนักแข่งผู้เงียบขรึม ภายใต้การดูแลของ Mark webber อดีตนักแข่ง F1 กับฟอร์มการขับที่ดีขึ้นในทุก ๆ วัน แม้จะมีแกว่งไปบ้างในช่วงปลายฤดูกาล 2025 แต่ด้วยสถิติในอดีตของการเป็นแชมป์โลกระดับเยาวชนหลายรายการติดต่อกัน ทำให้เราเชื่อว่าในเวลาอีกนาน แชมป์ F1 น่าจะมาอยู่ในมือเขาได้อย่างแน่นอน
Scuderia Ferrari HP
ทีมเดียวที่อยู่กับ F1 มาตั้งแต่ฤดูกาลแรกในปี 1950 และลงแข่งขันครบทุกฤดูกาล ก่อตั้งโดย Enzo Ferrari กับผลงานแชมป์โลกประเภททีม 16 สมัย สำหรับชาวอิตาลี Ferrari ไม่ใช่แค่ทีมแข่งรถ แต่เป็นศาสนาและเหล่าผู้ศรัทธาจะเรียกตัวเองว่า “Tifosi” ที่ขึ้นชื่อเรื่องความจงรักภักดีต่อทีมอย่างมาก
Charles Leclerc (No.16) : นักแข่งฝึกหัดจาก Ferrari Academy สู่เจ้าชายแห่งมอนติคาโล ผู้ที่สร้างผลงานในรายการ Italian Grand Prix ต่อหน้าแฟน ๆ Tifosi ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดการรอคอยชัยชนะในบ้านของ Ferrari ที่ยาวนานถึง 9 ปี
Sir Lewis Hamilton (No.44) : นักแข่งผิวสีหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ F1 ผู้ที่เป็นทั้งแชมป์โลก 7 สมัย แฟชั่นไอคอน และนักต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม บทสรุปเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของสุดยอดนักแข่งผู้นี้จะเป็นอย่างไร ท่านเซอร์จะสามารถคว้าแชมป์โลกครั้งที่ 8 กับ Ferrari อย่างที่เจ้าตัวฝันไว้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป
Oracle Red Bull Racing
จากจุดเริ่มต้นโดย Christian Horner ผู้นำที่เปลี่ยนทีมเล็ก ๆ อย่าง Jaguar สู่ทีมเครื่องดื่มชูกำลังในปี 2005 พวกเขาครองแชมป์ประเภททีม 6 สมัย ในยุคของ Sebastian Vettel ต่อเนื่องมาถึง Max Verstappen เข้าสู่ปี 2026 พวกเขาต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งด้วยเครื่องยนต์ที่พัฒนาเองจาก Ford และผู้นำคนใหม่ที่ชื่อว่า Laurent Mekies
Max Verstappen (No.3) : แชมป์โลก 4 สมัยผู้ที่เข้าสู่ F1 ด้วยวัย 17 ปีและได้แชมป์ด้วยอายุที่น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ F1 ที่สเปนปี 2016 จากการถูกหล่อหลอมด้วยความเข้มงวดจากผู้เป็นพ่อ Jos Verstappen ผู้ที่เคยเป็นนักแข่ง F1 เช่นกัน แม้เขาจะพลาดแชมป์ในฤดูกาล 2025 แต่เราก็ยังเชื่อว่าความกระหายในการเป็นแชมป์ของเขาคงยังไม่หมดไปอย่างแน่นอน
Isack Hadjar (No.6) : นักแข่งจากฝรั่งเศสและศิษย์ก้นกุฏิของ Dr. Helmut Marko อดีตผู้บริหารทีม Red bull ผลงานจากฤดูกาลแรกของฮัดจาร์ในปี 2025 กับสไตล์การขับที่เร้าใจและคำพูดที่ตรงไปตรงมาจนบางครั้งดูเหมือนก้าวร้าว แต่มันดีมากพอที่จะทำให้เขาถูกดึงตัวขึ้นมาทีมใหญ่แทนนักแข่งรุ่นพี่อย่าง Yuki Tsunoda
Mercedes-AMG Petronas F1 Team
ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากเยอรมันที่สร้างสถิติคว้าแชมป์ประเภททีม 8 สมัยซ้อน หลังจากผ่านยุคอันรุ่งเรืองของทีมกับ Lewis Hamilton พวกเขาได้มุ่งเน้นการสร้างอาณาจักรของนักแข่งรุ่นใหม่ทั้ง 2 คน เพื่อกลับคืนสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
George Russell (No.63) : สุภาพบุรุษอังกฤษเนี้ยบทุกระเบียดนิ้ว ผู้เป็นนักแข่งมือหนึ่งของทีมที่ใช้ทั้งสมองและความเร็วในการทำงานอย่างเป็นระบบ ฤดูกาลล่าสุดเขาคือผู้ที่แบกทีมจนทำให้คว้าอันดับที่ 2 ประเภททีมไปได้
Kimi Antonelli (No.12) : อดีตนักแข่งจาก Mercedes Junior Team เขาเข้าสู่ F1 ด้วยวัย 18 ปี เขาถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะที่เกิดมาเพื่อขับรถแข่งจากปฏิกิริยาการตอบสนองที่รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อและความสามารถในการปรับตัวเข้ากับรถใหม่ได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าฤดูกาลแรกในปี 2025 จะมีหลุดฟอร์มไปบ้างจากความกดดันที่ต้องเข้ามาแทนท่านเซอร์ แต่ก็คว้ามาได้ถึง 3 โพเดียม เรียกว่าอนาคตสดใสแน่นอน สำหรับใครที่สนใจประวัติของเขาเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ใน Netflix กับภาพยนตร์ที่ชื่อว่า “THE SEAT”
Atlassian Williams F1 Team
ทีมระดับตำนานที่เคยยิ่งใหญ่อย่างมากในช่วงยุค 90s ของ Sir Frank Williams ผ่านจุดวิกฤตจนเปลี่ยนมือสู่ Dorilton Capital พร้อมกับการมาของผู้นำทีมคนใหม่ที่ชื่อว่า James Vowles ผู้ที่เข้ามาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่เน้นเทคโนโลยีล้ำสมัยและการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพัฒนาการของทีมโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกับผลงานอันดับ 5 ประเภททีมจากฤดูกาลล่าสุด
Alexander Albon (No.23) : เขาได้เริ่มต้นอาชีพใน F1 เมื่อปี 2019 กับทีม Toro Rosso ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม Red Bull Racing ในปีเดียวกัน และสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักแข่งภายใต้ธงชาติไทยคนแรกที่คว้าโพเดียมได้สำเร็จในปี 2020 ที่สนามทัสคันและบาห์เรน เขาผ่านมรสุมชีวิตมามากมาย แต่เขาก็ใช้ Williams เป็นฐานทัพในการพิสูจน์ว่าเขามีดีพอในวงการนี้
Carlos Sainz (No.55) : หากคุณชอบนักแข่งสายใช้สมอง วางแผนกลยุทธ์เอง และมีความเป็นผู้นำสูง “Mr.Smooth Operator” คือคนที่ถูกต้องสำหรับคุณ เขาคือนักแข่งเพียงคนเดียวที่ไม่ใช่ทีม Red Bull ที่สามารถชนะการแข่งขันได้ในฤดูกาล 2023 ที่ประเทศสิงคโปร์ รวมถึงชัยชนะที่น่าประทับใจหลังการผ่าตัดไส้ติ่งในออสเตรเลียปี 2024
Aston Martin Aramco F1 Team
ทีม Aston Martin ได้กลับเข้าสู่ F1 อีกครั้งในปี 2021 หลังจากหายไปร่วม 60 ปี ผ่านการรีแบรนด์ทีม Racing Point ภายใต้การนำของ Lawrence Stroll มหาเศรษฐีวงการแฟชั่นชาวแคนาดา และก้าวสำคัญสู่ปี 2026 คือการดึงตัว Adrian Newey วิศวกรระดับระดับเทพของ Red Bull มาร่วมงานในฐานะผู้บริหารฝ่ายเทคนิคและหัวหน้าทีม พร้อมทั้งการเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์จาก Honda ในฐานะทีมโรงงานหลักอย่างเต็มตัว
Fernando Alonso (No.14) : ชายวัย 44 ปีกับผลงานแชมป์โลก 2 สมัย อายุเป็นเพียงตัวเลขสำหรับเขา เล่ห์เหลี่ยมและไหวพริบในการขับรถแข่งของเขาไม่เคยหายไปเลย เขาพร้อมที่จะแซงและกดดันนักแข่งคนอื่นได้อยู่เสมอ
Lance Stroll (No.18) : เจ้าของฉายา “Pay Driver” ลูกชายสุดที่รักของ Lawrence Stroll ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของทีม แม้เขาจะได้รับแชมป์ในการแข่งขัน F3 มาก่อน แต่ในปัจจุบันเขายังต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเหมาะสมไหมกับการเป็น 1 ใน 22 นักแข่งของ F1
Audi Revolut F1 Team
การเข้ามาสู่ F1 ในฤดูกาลปี 2026 ของราชาแห่งการแข่งขัน Le Mans 24 hrs. ผ่านการเทคโอเวอร์ทีมที่อยู่มานานอย่าง Sauber ผลลัพท์จะเป็นอย่างไร จะสู้เพื่อนร่วมชาติอย่าง Mercedes ได้ไหม จุดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของฤดูกาลนี้เลย
Nico Hülkenberg (No.27) : นักแข่งชาวเยอรมันที่มีทักษะสูงและสม่ำเสมอ เขาเคยเป็นเจ้าของสถิติที่ไม่มีนักแข่งคนไหนต้องการ คือการเป็นนักแข่งที่ลงสนามมากที่สุดโดยไม่เคยสัมผัสโพเดียมเลยตลอด 15 ปี หรือ 239 สนาม แต่เขาได้ทำลายอาถรรพ์สำเร็จด้วยการคว้าอันดับ 3 ซึ่งเป็นโพเดียมแรกในชีวิตในรายการ British Grand Prix ปี 2025 ที่สนาม Silverstone ภายใต้ทีม Kick Sauber
Gabriel Bortoleto (No.5) : รุกกี้ชาวบราซิลกับสไตล์การขับที่นิ่ง สุขุมและมุ่งมั่นที่เป็นความหวังของประเทศต่อจากสุดยอดนักแข่งอย่าง Aryton Senna กับผลงานที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์รายการ FIA Formula 3 ในปี 2023 และต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์ FIA Formula 2 ในปี 2024 ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ระดับเยาวชนติดต่อกันสองปีซ้อน
Cadillac F1 Team
แบรนด์หรูจากอเมริกากับความเชื่อที่ว่า “Winning is Everything” ทีม Cadillac จะเริ่มต้นการแข่งขันในสองฤดูกาลแรกด้วยการใช้เครื่องยนต์จาก Ferrari ก่อนที่ General Motors จะเปิดตัวเครื่องยนต์ของตนเองที่พัฒนาโดยหน่วยงาน General Motors Precision Power Units ในปี ค.ศ. 2029 เพื่อก้าวสู่การเป็นทีมโรงงานแบบเต็มรูปแบบ
Sergio Perez (No.11) : นักแข่งชาวเม็กซิโกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ในปี 2021 ตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับ Red Bull เขาได้รับฉายาว่า “Minister of Defense” จากการช่วยป้องกันตำแหน่งให้แม็กซ์ ผู้ซึ่งเป็นเพื่อร่วมทีมจนคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ
Vatteri Bottas (No.77) : อดีต Wingman ผู้คอยสนับสนุน Lewis Hamilton ในการคว้าแชมป์ได้หลายฤดูกาลกับสถิติขึ้นโพเดียมรวม 67 ครั้งตลอดอาชีพ ผู้ที่นอกจากจะขับ F1 ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสุขและความเป็นอิสระนอกสนามแข่งจากคอนเทนต์ต่าง ๆ ใน Instagram ของเขาอีกด้วย เรียกว่าถ้าหงุดหงิดกับผลการแข่ง F1 Instagram Reels ของเขาช่วยคุณได้เสมอ
TGR Haas F1 Team
ก่อตั้งโดย Gene Haas นักธุรกิจผู้ผลิตเครื่องจักรจากอเมริกา ในปี 2016 หลังจากประสบความสำเร็จกับทีมแข่งรถ Nascar มาก่อน ทีมนี้จะเน้นการทำงานด้วยงบประมาณที่จำกัดผ่านการร่วมมือกับ Ferrari และในปี 2026 ทีมได้ประกาศก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ผ่านการเป็นพันธมิตรทางเทคนิคกับ Toyota Gazoo Racing (TGR) อีกหนึ่งแบรนด์ในฐานะสปอนเซอร์หลักและหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์
Esteban Ocon (No.31) : นักแข่งจากชนชั้นกลางชาวฝรั่งเศส ที่ครอบครัวต้องขายบ้านและย้ายมาอยู่ในรถบ้านแทน เพื่อที่จะส่งเสียเขาให้เป็นนักแข่งรถอย่างที่หวังไว้ เขาขึ้นชื่อในการเป็นนักแข่งสายตั้งรับจากผลงานการป้องกันตำแหน่งของตัวเองอย่างเหนียวแน่นได้สม่ำเสมอ
Oliver Bearman (No.87) : อีกหนึ่งรุกกี้ผู้เป็นความหวังใหม่ของคนอังกฤษ เขาสร้างชื่อจากการลงแข่งแทน Carlos Sainz ในยุคที่ยังขับให้กับทีม Ferrari และสามารถคว้าแต้มได้ทันที นี่คือนักแข่งที่ Ferrari ส่งมาให้อยู่ Haas เพื่อบ่มเพาะฝีมือและถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดในอนาคตเขาก็มีโอกาสที่จะได้กลับไปขับให้ Ferrari อย่างแน่นอน
BWT Alpine F1 Team
ทีมที่ผ่านการรีแบรนด์จากทีม Renault ในปี 2021 เพื่อโปรโมตแบรนด์รถสปอร์ตของกลุ่ม Renault ผลงานที่โดดเด่นภายใต้ชื่อ Alpine (อัลพีน) คือการคว้าชัยชนะครั้งแรกในรายการ Hungarian Grand Prix ปี 2021 และในปี 2025 ทีมประสบปัญหาด้วยการจบอันดับสุดท้ายของตาราง เป็นผลให้ต้องเรียก Flavio Briatore กลับมาคุมทีมซึ่งเขาคือผู้ที่เคยสร้างแชมป์โลกมาแล้วหลายคน และเขาก็ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญเลิกผลิตเครื่องยนต์เองเพื่อเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ Mercedes ในปี 2026
Pierre Gasly (No.10) : อีกหนึ่งนักแข่งชาวฝรั่งเศสผู้เคยสร้างผลงานดับเบิลโพเดียม ในปี 2024 ร่วมกับทีมที่ Brazilian Grand Prix เขาคือสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้หลังจากผิดหวังมามากมาย และในฤดูกาลปี 2026 เขามุ่งมั่นที่จะพาทีม Alpine กลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง
Franco Colapinto (No.43) : ร่วม 20 ปีแล้วที่ไม่มีนักแข่งชาวอาร์เจนตินา เขาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวจากการได้ลงแข่งแทน Logan Sargeant ของทีม Williams และสามารถเก็บคะแนนได้ทันที ที่สนาม Baku ประเทศ Azerbaijan ซึ่งทำให้เขาได้รับโอกาสเป็นนักแข่งหลักของ Alpine ในฤดูกาลปัจจุบัน
Visa Cash App Racing Bulls F1 Team
ถ้าพูดตรง ๆ ทีมนี้คือโรงเรียนของนักแข่ง Red bull เพื่อฝึกฝนและขัดเกลาความสามารถ เมื่อฟอร์มการขับถึงขั้น คุณก็มักจะได้รับโอกาสถูกดันขึ้นไปสู่ทีมใหญ่ แต่ถ้าฟอร์มหลุดก็แยกย้าย อาจจะโดนส่งกลับมาอยู่ทีมนี้เหมือนเดิม หรือออกจากวงการ F1 ไปเลยก็ได้
Liam Lawson (No.30) : นักแข่งชาวนิวซีแลนด์ ผู้มาจากนักแข่งสำรองของทีม สู่การได้รับโอกาสขึ้นไปขับให้ทีมใหญ่อย่าง Red Bull Racing แทนที่ Sergio Perez ในตอนเปิดฤดูกาลปี 2025 แต่หลังจากผ่านไปเพียง 2 สนาม เขาถูกส่งตัวกลับมายัง Racing Bulls เพื่อฝึกฝนที่จะรักษาฟอร์มการขับได้ดีอย่างสม่ำเสมอ และปัจจุบันเขาก็ได้กลายเป็นผู้นำทีมในฤดูกาลถัดไป
Arvid Lindblad (No.41) : นี่คือรุกกี้ตัวท็อป ผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นหนึ่งในนักแข่งที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดของ Red Bull Junior Team ในปัจจุบันเขาคือรุกกี้ หรือนักแข่งหน้าใหม่เพียงคนเดียวที่เข้าร่วมในการแข่งขันฤดูกาล ปี2026
การเริ่มต้นใหม่ในปี 2026 ทั้งกฎการแข่งขัน การพัฒนารถ รวมไปถึงทีมใหม่ ทำให้ทุกคนมีโอกาสใกล้เคียงกัน นี่คือฤดูกาลที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ (หรือจะเรียกว่าวุ่นวายดี) ให้กับการแข่งขัน Formula 1 อีกครั้ง อ่านมาถึงตรงนี้เพื่อน ๆ อาจจะเลือกได้แล้วว่าจะเชียร์ทีมไหน หรือนักแข่งคนใด แต่ถ้ายังไม่ได้รอเปิดกริดแรกก็ไม่เสียหายนะทุกคน











